Pax Mini กับ Pax Plus ต่างกันยังไง ?

Pax Mini กับ Pax Plus ต่างกันยังไง ?

เครื่องอบแต่ละตัวในตลาดมีจุดเด่นแตกต่างกัน ทั้งฟังค์ชั่น และดีไซน์ วันนี้เราจะเปรียบเทียบ 2 รุ่นจากค่าย Pax Labs คือตัว Pax Mini และ Pax Plus

เริ่มต้นที่ภาพรวม ในส่วนของ Pax Mini นั้นเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการใช้งานและการออกแบบที่โดนเด่น เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้เครื่องอบ หรือผู้ที่ต้องการตัวพกพาขนาดเล็ก โดยขนาดของ Pax Mini จะยาวแค่ 10 ซม. พกพาได้ทุกที่ แต่ด้วยขนาดห้องอบที่เล็กกว่า Pax Plus ทำให้ Pax Mini สามารถบรรจุสมุนไพรได้ 0.25 กรัม

 

และด้วยการที่ตัวเครื่อง Pax Mini นั้นจะปรับอุณหภูมิเองอัตโนมัติ  จะทำให้ไม่สามารถปรับฟังค์ชั่นความร้อนได้เหมือน Pax Plus ทำให้เรื่องกลิ่นและควันอาจจะควบคุมยากกว่าตัว Pax Plus ที่สามารถเลือกฟังค์ชั่นการใช้งานได้ 4 ระดับตามความต้องการ

 

โดยฟังค์ชั่นที่ Pax Plus สามารถปรับอุณหภูมิได้ สามารถปรับได้ 4 ระดับ ดังนี้

1. Stealth Mode (182°C): ลดปริมาณควันน้อยสุด
2. Efficiency Mode (193°C): เหมาะสำหรับการพักผ่อน
3. Flavor Mode (204°C): เหมาะสำหรับกลิ่นที่ดี หรือ ตัว Concentrate
4. Boost Mode (215°C): โหมดควันเยอะสุด

 

แบตเตอรี่ และการใช้งาน

ทั้ง 2 รุ่นใช้แบตเตอรี่ 18650 ที่ให้ความจุประมาน 3,000 mAh ซึ่งทำให้ Pax Mini มีอายุการใช้งานต่อรอบนานกว่าเล็กน้อย โดย Pax Plus จะสามารถใช้งานได้ประมาน 15 รอบต่อการชาร์จ หรือประมาน 80 นาที ในส่วนของการชาร์จทั้งสองรุ่นชาร์จระบบ Micro-USB

 

ขนาดและดีไซน์
ขนาดของ Pax Plus จะใหญ่กว่าเล็กน้อย โดยขนาดอยู่ที่ 9.8 cm x 3.1 cm x 2.1 cm และหนัก 93 กรัม ขณะที่ Pax Mini มีขนาดอยู่ที่ 8.6 cm x 2.5 cm x 1.8 cm และน้ำหนัก 70 กรัม ในส่วนของการออกแบบ ทั่งสองรูปร่างคล้ายกันมาก สวยงามตามสไตล์ PAX แต่ถ้าเรื่องความสะดวกในการพกพาต้องยกให้ PAX Mini เพราะจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ

การใช้งานแน่นอน Pax Plus ย่อมดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Pax Mini โดยเฉพาะยิ่งในส่วนของโหมดต่างๆที่ปรับได้ และเมื่อเทียบกับการเพิ่งงบอีกเพียง 3-4,000 ก็ได้ฟังค์ชั่นครบ แต่ถ้าหากมองในแง่ของท่านใดที่ต้องการเพียงการลองประสบการณ์อบสมุนไพรจากเครื่อง PAX นั้น Pax Mini ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะราคาที่ประหยัดกว่า และถ้าหากมองเรื่องขนาดอีกด้วย Pax Mini คือตัวที่ตอบโจทย์แน่นอน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

สำหรับ Pax Mini อุปกรณ์จะมีเพียงแค่ตัวเครื่อง Pax Mini และสายชาร์จกับแปรงทำความสะอาด แต่ถ้าในส่วนของ Pax Plus นั้น สามารถเลือกได้ว่าต้องการเป็นตัว Starter Set หรือ Complete Set โดยตัว Complete Set จะมีอุปกรณ์สำหรับใช้ร่วมกับ Concentrate ครบภายในกล่อง

โดยภาพรวมสำหรับทั้ง 2 รุ่นนั้นเป็นรุ่นที่เหมาะสมกับกลุ่มความต้องการที่แตกต่างกัน หากท่านกำลังมองหาเครื่องอบดีไซน์สวยงามและมีขนาดเล็กกระทัดลัด พกพาสะดวก โดยไม่ค่อยต้องการความแตกต่างในการใช้งานมากเพราะฟังค์ชั่นที่ทำความร้อนอัตโนมัติ ทำให้การปรับใช้งานความร้อนฟังค์ชั่นต่างๆไม่ได้มีมา แต่ด้วยราคาไม่ถึง 5,000 บาท Pax Mini ก็ถือเป็นอีก 1 รุ่นที่น่าสนใจ

แต่ถ้าหากท่านต้องการใช้งานฟังค์ชั่นความร้อนต่างๆ และต้องการใช้ร่วมกับ Concentrate นั้น PAX PLUS ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะสามารถปรับความร้อนต้องฟังค์ชั่นทั้ง 4 ระดับ และมีอุปกรณ์เสริมสำหรับ Concentrate มาในตัว และขนาดก็ถือว่ามไม่ได้ใหญ่กว่า PAX MINI เท่าไหน่ หากต้องการครบจบเพิ่มอีกนิด PAX PLUS ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี

โดยทั้ง 2 รุ่นทาง Kondee’s 420 มีจำหน่ายด้านล่างเลยจ้า

Tinymight II เปรียบเทียบกับ Venty จาก Storz&Bickel

Tinymight II เปรียบเทียบกับ Venty จาก Storz&Bickel

วันนี้คนดีจะลองมาเปรียบเทียบข้ามค่ายโดยตัวนึงคือ Tinymight 2 จาก Tinyvape ประเทศฟินแลนด์เปรียบเทียบกันทุกจุดกับ Venty จาก Storz&Bickel ประเทศเยอรมันกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยเราจะแบ่งเป็นทั้งในส่วนของระบบการทำความร้อนและคุณภาพของควัน, รูปลักษณ์และฟังค์ชั่นต่างๆ รวมถึงราคาและรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆ

เริ่มแรกคือการทำความร้อน ในส่วนของตัว Tinymight 2 เป็นการทำความร้อนในระบบ Convection แต่ถึงแม้จะเป็นระบบการทำความ ร้อนที่ต้องใช้ลมช่วยเพื่อให้นำความร้อนมาสมุนไพร แต่เครื่องทำมาได้เร็วมากๆ ใช้เวลาเพียง 3 วินาทีก็สามารถทำควันได้ ต่างจาก Venty ที่ต้องใช้เวลา 20 วินาทีในการทำความร้อน แต่ระบบของ Venty จะเป็นระบบใหม่ที่เรียกว่าระบบไฮบริดแบบ Mini-Heat คือการที่เครื่องจะค่อยๆปล่อยความร้อนเป็นช่วงๆ เพื่อให้สมุนไพรไม่ไหม้เร็วจนเกินไป ยืดอายุการใช้งานต่อรอบ และตัวเครื่อง Venty ยังสามารถปรับระดับ Air-Flow ได้ถึง 20 ลิตรต่อนาที ทำให้เพิ่มปริมาณลมได้สูงกว่าทุกรุ่นในตลาดเลยทีเดียว

ด้านการใช้งาน Tinymight นั้นสามารถทำความร้อนได้สูงสุดถึง 240 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่า Venty ที่ทำได้ 210 องศาเซลเซียส แต่การปรับความร้อน Tinymight จะปรับได้ระดับ 1-10 โดยหมุนที่ตัวปรับความร้อนด้านใต้เครื่อง ซึ่งจะคาดเดาอุณหภูมิปัจจุบันเครื่องได้ยากโดยประมาณได้ทุก 1 ช่องจะประมาน 13 องศาเซลเซียส เริ่มตั้งแต่ 1 ที่ 110 องศา จนถึง 10 ที่ 240 องศา แต่ Venty จะมีจอสกรีนโชว์สถาณะความร้อนปัจจุบัน และก็สามารถปรับความร้อนได้ทั้งในตัวเครื่องเองและผ่านแอพพลิเคชั่น Storz&Bickel บน Smartphone ได้อีกด้วย และอุณหภูมิเลือกปรับได้ละเอียดกว่า เพราะสามารถปรับได้ทีละ 1 องศาเริ่มจาก 110 จนถึง 210 องศาเซลเซียส

ในส่วนของวัสดุนั้น Tinymight นั้นตัวเครื่องเป็นวัสดุทำจากอลูมิเนียมและไม้วอลนัท ส่วนตัวปากสูบเป็นแบบแก้ว และช่องอบทำจากแสตนเลส ซึ้งข้อดีข้อการใส่สมุนไพรในปากสูบแบบแก้วทำให้ได้กลิ่ยสมุนไพรที่ชัดไม่มีกลิ่นจากพลาสติกหรือวัสดุอื่นๆ แต่ข้อเสียก็คือการที่มันดูแลรักษาอาจจะลำบากกว่าเพราะอาจจะแตกได้ง่ายกว่าแบบพลาสติก แต่ในรุ่น Tinymight 2 จะมีปากสูบแบบแสตนเลสมาด้วย ซึ้งก้อช่วยให้ทนทานและสะดวกยิ่งขึ้นในวันที่ต้องเดินทาง

ในส่วนของ Venty วัสดุทำจากพลาสติกในกรอบนอก รวมถึงปากสูบก็ทำมาจากพลาสติกซึ่งอาจจะมีกลิ่นของพลาสติกบ้างหากทำความสะอาดไม่ดี แต่ด้วยการที่เป็นพลาสติกก็เพราะปากสูบของ Venty ออกแบบมาให้สามารถปรับระดับลมได้

ในส่วนของขนาดนั้น Tinymight 2 นั้นเล็กกว่า Venty พอสมควรเลย แต่ก็เพราะแบตเตอรี่ที่ Venty ใส่แบต Li-On 18650 มาให้ถึง 2 ก้อน ทำให้สามารถใช้งานได้นานมากกว่า Tinymight 2 โดยเฉลี่ยต่อการชาร์จ 1 รอบจะใช้งานแบบต่อเนื่องได้ 30-40 นาที แต่ในส่วนของ Tinymight 2 นั้นใส่แบตเตอรี่ได้เพียงก้อนเดียว ซึ่งเฉลี่ยนถ้าใช้งานต่อเนื่องแบบไม่หยุดเลยจะได้ 10-15 ครั้ง เฉลี่ยประมาน 15-20 นาที และในส่วนของการชาร์จทั้ง 2 ตัวใช้การชาร์จด้วยสาย USB แต่ Venty จะมีการชาร์จแบบ USB-C Super Fast Charge เมื่อใช้ร่วมกับหัวชาร์จที่ Storz&Bickel แนะนำ โดยสามารถชาร์จจาก 0-100% ได้ภายใน 40 นาที

ด้านการทำควัน ตัวเครื่อง Tinymight 2 ทำควันได้รวดเร็วและรุนแรงตามไตล์ Tinymight 2 แต่ก็ยังได้ความนุ่มเนื่องจากเป็นการทำความร้อนแบบ Convection ต่างจาก Venty ที่เป็นการทำคงามร้อนแบบไฮบริดแบบใหม่กับ Mini-Heat ที่ข่วยยืดอายุการใช้งานของสมุนไพรต่อรอบให้ใช้ได้นานยิ่งขึ้นและนุ่มยิ่งขึ้น โดยปริมาณควันยังสามารถปรับได้จากระดับลมที่สามารถปรับได้สูงสุดถึง 20 ลิตรต่อนาที แต่โดยรวมแบ้งปริมาณควันต่อรอบอาจจะยังสู้ Tinymight 2 ไม่ได้ แต่ถ้าความนุ่มนั้นชนะขาด

มาสรุปส่งท้ายกันที่ราคาและการรับประกันหลังการขาย ซึ่งราคาจะค่อยข้างสูสีกัน โดย Tinymight 2 จะมีราคาประมาณ 16,900 บาทและ Venty ราคาอยู่ที่ 19,900 บาท และการรับประกันก็มา 3 ปีเท่ากัน โดย Tinymight จะรับประกันจากประเทศฟินแลนด์และ Venty จะรับประกันจากประเทศเยอรมัน แต่ทั้ง 2 ลูกค้าในไทยที่ซื้อกับคนดี คนดีรับจบเรื่องเคลมให้แบบง่ายๆ

Storz&Bickel ตัวใหม่ Venty เปรียบเทียบกับ Mighty+

Storz&Bickel ตัวใหม่ Venty เปรียบเทียบกับ Mighty+

ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Storz&Bickel ได้มีเครื่องอบสมุนไพรที่เป็นที่นิยมอย่าง Mighty+ ที่เป็นที่นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก แต่แล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา Storz&Bickel ได้เปิดตัวเครื่องตัวใหม่ Venty ที่เคลมว่าเป็นเครื่องอบสมุนไพรที่มีควาทนุ่มนวลและแรงที่สุดของ Storz&Bickel วันนี้คนดีจะมารีวิว ว่าเจ้าตัว Venty นั้นมีความแตกต่างจาก Mighty+ แบบเดิมอย่างไรบ้าง

อย่างแรกที่เป็นไฮไลท์ของการพัฒนารุ่น Venty ขึ้นมาคือการที่ตัวเครื่อง Venty สามารถปรับปริมาณลมได้ สูงสุดถึง 20 ลิตรต่อนาทีซึ่งมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเจ้า ซึ่งจะช่วยให้เราได้กลิ่นที่ชัดเจนขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความร้อน และความร้อนระบบใหม่ของ Venty จะเปนระบบ Mini-Heat ช่วยให้สมุนไพรที่ใช้นั้นค่อยๆร้อน ยืดอายุการใช้งานต่อรอบได้นานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของคุณภาพควันทั้ง 2 ซึ่งทำ 2 รุ่นเป็นระบบ Hybrid ระหว่าง Conduction และ Convection และทำออกมาได้ของค้างดีเท่าเทียมกัน แต่ด้วยระบบ Mini-Heat ของ Venty ทำให้กลิ่นไหม้จะไม่ค่อยมีละสมุนไพรจะไหม้ช้ากว่าระบบของ Mighty+ แบบเดิม

ต่อไปในส่วนของความไวในการทำความร้อนนั้น Venty สามารถทำความร้อนจนถึงความร้อนสูงสุดได้ในเวลาเพียง 20 วินาที ซึ่งค่อนข้างไวกว่า Mighty+ แบบเดิมที่ทำความร้อนไวใน 60 วินาที

ในส่วนของการสั่งงาน ระบบภายในจะมาเหมือนกันทั้งการทำความร้อนจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 40°C to 210°C และทั้งสองตัวก็ทำออกมาได้อย่างแม่นยำ การปรับความร้อนและการควบคุมการใช้งานของ Venty จะสามารถปรับได้ทั้งในบนตัวเครื่องและผ่านแอพลิเคชั่น Storz&Bickel ซึ่งจะต่างจาก Mighty+ ที่สามารถปรับความร้อนและควบคุมการใช้งานจากบนตัวเครื่องอย่างเดียว

แบตเตอรี่และการชาร์จของรุ่น Venty นั้นใช้ระบบ USB-C เหมือนกันกับ Mighty+ โดยจะเป็นแบตเตอรี่ 18650 Li-Ion แต่ Venty จะมีความจุไฟน้อยกว่า Mighty+ อยู่บ้างแต่ด้วยระบบทำความร้อนแบบใหม่ ทำให้การใช้งานจริงๆแล้วสามารถใช้ได้

ประมาน 90 นาทีเหมือนกันทั้งสองตัว อย่างเดียวที่เราเห็นว่า Venty ต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน คือระบบอย่างที่ Mighty+ มีระบบ Pass-Through ที่ช่วยให้คุณสามารถใช้งาน Mighty+ ได้ในขณะกำลังชาร์จไฟซึ่งแตกต่างจาก Venty ที่ไม่สามารถใช้งานระบบ Pass-Through ลักษณะนี้ได้ แต่ที่ Venty ทำได้ดีกว่าคือความไวในการชาร์จซึ่ง Venty สามารถชาร์จแบตเต็มได้ภายใน 40 วินาที ซึ่งไวกว่า Mighty+ ทำจะใช้เวลาในการชาร์จ 1-3 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสายชาร์จและหัวชาร์จ

ด้านขนาดและการออกแบบ ถึง Venty จะออกแบบหัวคูลลิ่งแบบใหม่เพื่อให้ปรับลมได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีความสามารถในการทำให้ควันเย็นลงไม่ต่างจากระบบของ Mighty+ แบบเดิม และตัวเครื่องขนาดห้องอบนั้น Venty จะใส่ได้มากกว่าเล็กน้อย โดย Venty สามารถใส่สมุนไพรได้ 0.25 กรัมต่อครั้ง ในส่วนของขนาดมีความแตกต่างกันพอสมควร

ในส่วนราคานั้น Venty จะมีราคาสูงกว่า Mighty+ พอสมควร แต่ด้วยระบบอะไรใหม่ๆ และระบบ Mini-Heat กับการปรับลมได้ถึง 20 ลิตรต่อนาที Venty คือเครื่องอบสมุนไพรตัวนึงที่หากท่านต้องการความพรีเมี่ยม ท่านควรคำนึงถึง

Arizer SOLO III มีอะไรพัฒนาจากเดิมบ้าง

Arizer SOLO III มีอะไรพัฒนาจากเดิมบ้าง

Arizer Solo 3 เครื่องอบสมุนไพรรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Arizer ที่มาพร้อมทุกอย่างที่เยอะและใหญ่กว่าเดิม ตัวเครื่องใหญ่กว่าเดิม กลิ่นและควันที่เยอะกว่าเดิม ซึ่งเป็นเครื่องอบรุ่นที่แพงที่สุดของ Arizer ที่รับประกันความคุ้มค่า หากคุณคิดถึงเครื่องอบสมุนไพรที่รุนแรงเครื่องนึง Arizer Solo 3 เป็นอีกหนึ่งเครื่องนึงที่คุณควรคิดถึง

Arizer Solo3 ยังมาพร้อมการออกแบบที่เหมือนกันรุ่น Solo 2 ที่ได้รับความนิยม แต่จะมีตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งนอกจากจะมาพร้อมท่อแก้วสำหรับใส่สมุนไพรแบบเดิม รุ่น Solo3 ยังมาพร้อมท่อแก้วขนาด XL ที่สามารถใส่สมุนไพรได้เป็น 2 เท่า ซึ่งเมื่อมาใช้คู่กับระบบทำความร้อนไฮบริดแบบใหม่ที่แรงกว่าเดิมนั้น ทำให้ควันที่ได้นั้นเยอะกว่าเดิมและกลิ่นชัดกว่าเดิมมาก แต่ถ้าหากอยากลดความรุนแรงก็สามารถใช้ท่อแก้วขนาดปกติได้เช่นกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นของการทำความร้อนที่ Arizer Solo 3 พัฒนามาใหม่คือระบบไฮบริดที่สาทารถช่วยให้คุณใช้งานสมุนไพรได้ต่อรอบเยอะกว่ารุ่นก่อนๆเกือบ 2 เท่า โดยไม่กระทบคุณภาพและปริมาณของควันที่ออกมา

และอีกส่วนที่ช่วยให้กลิ่นของสมุนไพรที่ได้จาก Arizer Solo 3 นั้นคือการที่ตัวเครื่องเป็นระบบ Glass Tube โดยจะใส่สมุนไพรในแก้วก่อนใส่ลงในช่องอบ ช่วยให้กลิ่นที่ได้ไร้กลิ่นพลาสติกหรือกลิ่นไม่วัสดุอื่นๆ ช่วยให้รับกลิ่นเทอรปีนส์จากสมุนไพรได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ในส่วนของหน้าจอการใช้งานก็พัฒนาให้มีสีสันมากขึ้น และจุดเด่นอีกอย่างของ Arizer Solo 3 คือระบบ Seesion ที่ให้คุณสามารถปรับเวลาได้ตามต้องการ และการตั้งอุณหภูมิตัว Arizer Solo 3 สามารถกำกนดความร้อนได้ 5 ช่วง ระหว่าง 180-220 องศาเซลเซียส โดนจะปรับขึ้นลงได้ทีละ 10 องศาเซลเซียส

 

ข้อเสียอย่างเดียวที่พบก็คือขนาดของ Arizer Solo 3 ก็คือเรื่องของขนาด ถึงจะเป็นเครื่องอบแบบพกพาแต่ด้วยขนาดที่ค่านข้างใหญ่ อาจจะต้องพกพาภายในบ้านเป็นหลัก

แต่ถ้าพูดถึงเทรนด์กระแสที่ชอบเครื่องอบที่มีความรุนแรงนั้น ก็ถือว่า Arizer Solo 3 ทำมาได้ไม่แพ้เจ้าอื่นๆ ในระดับราคาที่แพงกว่า ซึ่งเจ้าตัว Arizer Solo 3 ราคานั้นก็ถูกกว่าเจ้าอื่นที่เป็นเครื่องอบคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

ภายในเซทของ Arizer Solo 3 มาพร้อมกับอุปกรณ์ทุกอย่างที่คุณต้องการจริงๆ ประกอบด้วย

1 x Solo III Multi-Purpose Portable Heater

1 x คู่มือ Solo III 1 x สายชาร์จ USB-C (5v, 3A)

1 x XL Glass Aroma Tube (90mm)

1 x XL Frosted Glass Aroma Tube (14mm)

1 x Air / Solo Glass Aroma Tube (90mm)

1 x Air / Solo Frosted Glass Aroma Tube (14mm)

4 x Air / Solo Silicone Stem Caps

2 x หลอดแก้วฝาปิดสำหรับเดินทางขนาด 90 มม.

2 x หลอดแก้วฝาปิดสำหรับเดินทางขนาด 70 มม

1 x อุปกรณ์ทำความสะอาด

4 x แผ่นกสรีน

XMAX V3 Pro กับ Starry 4 ต่างกันยังไง ?

XMAX V3 Pro กับ Starry 4 ต่างกันยังไง ?

วันนี้คนดีเรากลับมาพร้อมกับคำถามที่ทุกคนถามเข้ามากันเยอะมากว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง XMAX V3 Pro กับ XMAX Starry 4 เพราะราคามันพอๆกันเลยครับพี่ ?

 

วันนี้ก็จะมีคำตอบมาให้พร้อมกับเปรียบเทียบกับแบบทุกจุดเลย เริ่มจากรูปทรงน้า แล้วเราก็จะดูระบบข้างในว่ามันต่างกันยังไง รวมถึงการใช้งานว่าต่างกันยังไง คลิปนี้ คนดีมีคำตอบ

 

เริ่มต้นเรามาดูกันที่รูปทรง ตัวแรกเจ้า XMAX V3 Pro เนี่ยรูปทรงมาจะมาแนวทรงตรงแบบนี้ เปนแท่งคล้ายปากกาขนาดกำลังดี ถนัดมือ แต่ถ้าใส่กระเป๋ากางเกงมันก็อาจจะดูใหญ่ไปนิดนึงนะ แต่รูปทรงของ Starry 4 มันจะเปนทรงเรียว ซึ่งโดยรวมมันค่อนข้างเล็กกว่า ทำให้การพกพาเนี่ยคนดีมองว่า Starry 4 จะเหมาะกับคนที่มองหาขนาดที่ค่อนข้างกระทัดรัดกว่า V3 Pro

 

สำหรับช่องอบ V3 Pro และ Starry นั้นเป็นช่องอบแบบ Ceramic เหมือนกัน โดยของ V3 Pro จะใส่ได้ประมาน 0.15 กรัมต่อครั้งแต่ Starry จะใส่ได้ประมาน 0.2 กรัม ซึ่งโดยรวมมันจะไม่ต่างมาก แต่ที่ต่างคือช่องอบของ V3 Pro จะเป็นระบบ Convection ทำให้ตัวกำเนิดความร้อนจะอยู่ด้านล่างแล้วเราต้องสูบลงเพื่อนำลมร้อนเข้าสู้ช่อง Chamber แต่ตัวของ Starry 4 นั้นเป็นแบบ Conduction เพราะฉะนั้นช่องอบจะเป็น Heating Chamber ที่ทำความร้อนได้ในตัวช่องอบเอง

หากใครต้องการทราบข้อมูลความแตกต่างระหว่างห้องอบแบบ Conduction และ ห้องอบแบบ Convection นั้นก็สามารถอ่านต่อแบบละเอียดได้ที่ บทความ เครื่องอบระบบConvection (พาความร้อน) กับเครื่องอบระบบConduction (นำความร้อน) ต่างกันอย่างไร?

ต่อไปเรามาดูกันในส่วนของการใช้งาน ก็เพราะว่า V3 Pro เป็นระบบ Convection ทำให้การใช้งานเมื่อเราตั้งอุนหภูมิแล้วเมื่อความร้อนถึงเรายังต้องสูบลมเข้าเพื่อให้มันเริ่มทำงาน และเริ่มมีควัน แต่ข้อดีของระบบนี้คือควันที่นุ่มกว่า และการเผาไหม้ที่ทั่วถึง แต่หากเป็น Starry จะเป็นระบบความร้อนแบบ Conduction ซึ่งการใช้งานจะแตกต่างจาก V3 Pro เพราะเมื่อความร้อนถึงแล้ว Starry จะเริ่มมีควันทันทีโดยโดยไม่ต้องสูบลมเข้าเพื่อให้เริ่มมีควัน เพราะฉะนั้นมันจะใช้งานง่ายกว่า แต่ขอเสียของระบบที่ทำความร้อนในห้องอบคือ สมุนไพรที่อยู่ตรงกลางอาจจะร้อนช้ากว่าตัวที่อยู่ติดผนังห้องอบ ทำให้อาจจะมีกลินไหม้เร็วกว่าตัว V3 Pro

ว่ากันต่อในส่วนของแบตเตอรี่ XMAX V3 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่แบบ 18650 ความจุไฟ 3000mAh ซึ่งก็สามารถใช้งานค่อนข้างนานได้ทั้งวัน และถ้าหากแบตเตอรี่หมดก่อนเราสามารถพกแบตเตอรี่ 18650 ก็สามารถเปลี่ยนง่ายๆ แต่ในส่วนของ Starry 4 นั้นแบตเตอรี่ที่มาด้วยเป็นแบบ 18650 เช่นกันแต่ความจุไฟจะน้อยกว่าที่ 2550mAh แต่เราสามารถเอาแบตเตอรี่มีกำลังไฟสูงกว่าใส่ได้และก็สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เช่นกันหากแบตหมด ซึ่งทั้งสองตัวมาพร้อมช่องเสียบชาร์จแบบ USB-C และสามารถชาร์จผ่าน USB ได้

 

ด้านฟิวลิ่งการใช้งานเครื่อง XMAX V3 Pro นั้นจะได้ควันที่ค่อนข้างนุ่มกว่าและสมุนไพรข้างในจะร้อนพร้อมๆกัน เพราะลมจะพาความร้อนผ่านสมุนไพรทุกจุด แต่ตัว Starry นั้นจะได้ควันที่ออกมาไวกว่า แต่ความนุ่มจะสู้ V3 Pro ไม่ได้และกลิ่นอาจจะเพี้ยนกว่าเพราะอาจจะติดกลิ่นไหม้จากสมุนไพรส่วนที่อยู่ติดกับห้องอบจะร้อนไวกว่าที่อยู่ตรงกลางห้องอบ ด้านการดูแลรักษาค่อนข้างคล้ายกัน ไม่ต่างกันมาก เพียงใช้สำลีที่แถมมาหรือสำลีที่ไม่มีขุยทำความสะอาดช่องอบเมื่อสกปรก

 

อีกหนึ่งจุดสำคัญที่คนดีมองว่า V3 Pro ทำได้ดีคือการที่เครื่องมีตัวเลือกของแต่งเยอะมาก ต่างจาก Starry ที่หลักๆจะเป็นข้อต้อบ้องกับข้อต่อแบบ Glass Bubbler ของ Xmax เองแบบสาย ซึ่งก้อใช้งานค่อนข้างยาก แต่ V3 Pro มีทั้งแบบของแต่งจากค่าย XMAX เองเลยทั้งข้อต่อบ้องและ Glass Bubbler หรือปากสูบแก้วก็มีให้เลือก หรือหากไม่ถูกใจก็มีของแต่งอื่นๆจากคนดีในคลิปก่อนหน้านี้รับชมได้ เดียวแปะลิงค์ไว้ให้ตอนจบคลิปนี้นะจ่ะ

 

ด้านราคาสองตัวนี้มาราคาเท่ากัน แต่ตัว XMAX Starry จะมีแบบ Blind Box Set แบบนี้นะ ซึ่งจะเปนลายแบบพิเศษสุ่มใส่ลงไปในกล่อง มีทั้งหมด 4 ลายนี้ ซึ่งราคาจะสูงกว่าแบบธรรมดา แต่จะมีอุปกรณ์เสริมแถมมาให้ในกล่องซึ่งคนดีมองว่ามันคุ้มค่ากว่า เพราะถ้าเราไปซื้อ Starry 4 ธรรมดาแล้วซื้อของแต่งที่แถมมาก็จะราคาสูงกว่าเราซื้อแบบ Blind Box ส่วนสีนั้น XMAX Starry มีทั้งหมด 3 สีนะ คือ ดำ น้ำเงิน และเขียว แต่ตัว V3 Pro จะมีมา 4 สี คือสี ดำ ฟ้า ม่วง และเงิน ซึ่งอดีตเคยยมีสีเขียวแต่เลิกผลิตไปแล้ว

 

จบแล้วว สำหรับการเปรียบเทียบระหว่าง XMAX V3 Pro และ XMAX Starry 4 แต่หากยังมีข้อสงสัยตรงไหนก็ถามเราเข้ามาในอินบ๊อกหรือช่องทางติดต่อเราด้านล่างนี่หน้า สุดท้าย อย่าลืม อย่าลืม ฝากกดซับสไครบ์ด้วยน่ะจะและเรามีโปรมาแจกสมาชิกชาวยูทูปอย่างแน่นอนนน หากคลิปหน้าสนใจให้คนดีรีวิวอันไหน ก็คอมเมนต์กันมาดด้านล่างได้นะจ้า บัยยย

XMAX V3 PRO VS XMAX V3 NANO ต่างกันอย่างไร

XMAX V3 PRO VS XMAX V3 NANO ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง XMAX V3 Pro กับ XMAX V3 Nano

เครื่องอบรุ่นใหม่จากค่าย Topgreen อย่าง Xmax V3 Nano นั้นได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Xmax V3 Pro ซึ่งความแตกต่างของสองรุ่นนะจะเป็นอย่างไร วันนี้คนดีมีคำตอบ

อย่างแรกที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือการทำความร้อน ซึ่งตัวทำความร้อนของ V3 Pro แบบเดิมนั้นจะเป็นการทำความร้อนแบบ Conduction แต่ของ V3 Nano จะเป็นแบบไฮบริดผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection ช่วยให้ควันที่ได้นั้นมีความนุ่มแต่ยังสามารถทำควันได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่วนความแตกต่างของสองระบบนี้คืออะไรไปชมได้ในบทความนี้ เครื่องอบระบบConvection (พาความร้อน) กับเครื่องอบระบบ Conduction (นำความร้อน) ต่างกันอย่างไร?

อย่างที่สองคือการที่ XMAX V3 Nano นั้นมาในขนาดที่เล็กลงกว่า V3 Pro ทำให้ช่อง Chamber ที่ใส่จะถูกออกแบบมาให้ยาวยิ่งขึ้น ซึ่งข้อดีของมันก็คือสามารถช่วยให้สมุนไพรข้างในค่อยๆร้อนไล่ขึ้นมา ทำให้เราสามารถใช้งานต่อรอบได้ถึง 15-20 ครั้งก่อนความร้อนจะเริ่มเบาลง แต่ปัญหาก็คือการทำความสะอาดของ V3 Nano อาจจะยากกว่า V3 Pro นิดหน่อยเพราะ Chamber แบบยาวทำให้สมุนไพรติดอยู่ข้างใน แต่ก็สามารถใช้อุปกรณ์เสริมหรือไม่จิ้มฟัน แคะออกมาได้ถ้ามันติดแน่นจะเกินไป

และอีกอย่างด้วยเครื่องที่เล็กลงของ V3 Nano ทำให้แบตเตอรี่ของ V3 Nano อาจจะอยู่ได้สั้นกว่าของ V3 Pro แบบเดิม แต่ในเรื่องการชาร์จยังเป็นการชาร์จแบบ USB-C เหมือนกัน


ด้านการใช้งาน XMAX V3 Pro นั้นสามารถคุมอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 110 – 220 องศา ผ่านหน้าจอซึ่งเราสามารถปรับได้ตามความต้องการและยังมีโหมดการใช้งานทั้งแบบ Session Mode และ On Demand Mode อีกด้วย แต่น้อง V3 Nano จะเป็นการปรับความร้อนแบบอัตโนมัติ ซึ่งต้องเครื่องจะทำการปรับความร้อนเองไล่ตั้งแต่ 180 องศา ไปจนถึง 220 องศา ซึ่งผลลัพท์ที่ได้คือความสะดวกมากขึ้น เพราะปกติเราก็จะใช้อุณหภูมิ 180 ขึ้นไปอยู่แล้วเพื่อให้สารสำคัญในสมุนไพรนั้นออกฤทธิ์
สุดท้ายนี้หากในครั้งหน้าต้องการให้คนดีรีวิวหรือเปรียบเทียบตัวไหนสามารถคอมเมนต์เข้ามาได้เลย

Home
Account
Cart
Search