เจาะลึก 5 อันดับ “เครื่องอบสมุนไพร” แห่งปี 2025 คัดเน้นๆ ตัวท็อปที่คนดี…ต้องมีใช้

เจาะลึก 5 อันดับ “เครื่องอบสมุนไพร” แห่งปี 2025 คัดเน้นๆ ตัวท็อปที่คนดี…ต้องมีใช้

เครื่องอบสมุนไพร ปี 2025 ถือเป็นปีทองสำหรับเครื่องอบสมุนไพร Vaporizer เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลมาก ทั้งเรื่องความเร็วในการทำความร้อน ความเสถียรของรสชาติ และงานศิลปะ

การเลือกซื้อเครื่องอบสมุนไพร (Dry Herb Vaporizer) ในปี 2025 นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ทำให้ร้อน” อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของ Experience หรือประสบการณ์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการทำความร้อนที่ระดับ “วินาที” หรือระบบ Airflow ที่ออกแบบมาให้เข้ากับการหายใจของมนุษย์

ทางทีมงาน Kondee420 ได้ทำการทดสอบและคัดเลือก 5 รุ่นเครื่องอบสมุนไพรที่เป็น “ที่สุด” ของแต่ละสาย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า รุ่นไหนเป็นเครื่องอบสมุนไพรที่เหมาะสมกับคุณที่สุด เครื่องอบสมุนไพรแต่ละรุ่นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มีความต้องการต่างกัน


01. Limelight Frolic (Thermal Extractor)

ตำแหน่ง: เครื่องอบสมุนไพร Ultra High-End (ที่สุดแห่งงานศิลป์)

Limelight Frolic เครื่องอบสมุนไพร Thermal Extractor ราคา

หากคุณมองว่า Vaporizer คือเครื่องใช้ไฟฟ้าพลาสติกทั่วไป เครื่องอบสมุนไพร Limelight Frolic จากเซอร์เบียจะเปลี่ยนโลกทัศน์ของคุณทันที นี่ไม่ใช่แค่เครื่องอบสมุนไพร แต่คือ “High-End Thermal Extractor” ที่สร้างขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกับงานศิลปะระดับโลก (World-Class Craftsmanship)

ทำไมเครื่องอบสมุนไพร Limelight Frolic ต้องเป็นอันดับ 1?
เพราะ Frolic คือการบรรจบกันของ “วิศวกรรม” และ “สุนทรียศาสตร์” โครงสร้างแบบ Unibody ถูกกลึงขึ้นรูป (CNC Machined) จากวัสดุเกรดอวกาศอย่าง Ultem และ PEEK ทั้งก้อน ไร้รอยต่อ ให้ความทนทานต่อความร้อนเป็นเลิศ น้ำหนักเบา และมอบสัมผัสที่หรูหราแบบที่พลาสติกของเครื่องอบสมุนไพรทำไม่ได้

? 120W CTS Heater

ขุมพลังสแตนเลสสตีลที่ทรงพลังที่สุดในคลาส ร้อนไวใน 5 วินาที จ่ายไฟนิ่งกริบ รีดกลิ่น Terpenes ได้หวานฉ่ำและชัดเจนระดับ 4K

? Ultimate Airflow

อิสระที่คุณเลือกได้ ปรับลมละเอียด 0-25 ลิตร/นาที (L/min) ผ่าน Drip Tip จะเอาแน่น (MTL) หรือโล่ง (DL) ก็ทำได้ดั่งใจ

? 21700 Battery

ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยแบตเตอรี่ 21700 ที่จุไฟเยอะกว่าและจ่ายกระแสได้แรงกว่า 18650 ทั่วไป รองรับการใช้งานหนักได้สบาย

?️ Hybrid Heating

ผสานระบบ Conduction และ Convection อย่างลงตัว ทำให้สมุนไพรสุกทั่วถึงโดยไม่ต้องคนบ่อย

เครื่องอบสมุนไพร Limelight Frolic นี่คือ “Endgame” ของนักสะสมตัวจริง ไม่ใช่แค่ซื้อมาใช้ แต่คือการซื้อ “ประสบการณ์” ที่เหนือกว่าทุกระดับที่คุณเคยสัมผัส

? เหมาะกับใคร? นักสะสม (Collector) และผู้ที่เสพสุนทรียะของรสชาติ (Flavor Chaser) ที่ต้องการความเป็นที่สุดทั้งดีไซน์และประสิทธิภาพของเครื่องอบสมุนไพร โดยไม่เกี่ยงงบประมาณ

02. Tinymight 2 (Purple Heart)

ตำแหน่ง: เครื่องอบสมุนไพร Heavy Hitter (ตัวจบสายกระแทก)

5 เหตุผลที่ทำให้ Starry 4 เหนือกว่า V3 Pro

5 เหตุผลที่ทำให้ Starry 4 เหนือกว่า V3 Pro

5 เหตุผลที่ทำให้ Starry 4 เหนือกว่า V3 Pro

5 เหตุผลที่ทำให้ Starry4 เหนือกว่า V3 Pro
  1. อุณหภูมิทะลุ 240 °C – เล่นได้ทั้งสมุนไพร & concentrates Starry 4 ปรับได้ 100-240 °C (212-464 °F) ส่วน V3 Pro ไปสุดราว 220 °C
  2. Airflow Slider ปรับฟีลสูบได้ทันใจ มีคันโยกเลื่อนลมใต้หน้าจอ—จิบกลิ่นเบา ๆ หรือแน่นแบบบ้องก็ได้ (V3 Pro ต้องใช้นิ้วปิดรู)
  3. โบลใหญ่ 0.25-0.4 g – แชร์เพื่อนได้ยาว ๆ ห้องอบ conduction จุสมุนไพรได้เกือบเท่าตัว V3 Pro (≈ 0.15 g)
  4. Mouthpiece Zirconia เย็นคอ ฝาแม่เหล็ก zirconia กระจายความร้อนดี ลดควันร้อนบาดคอ
  5. แถม Dosing Capsule + ตั้งเวลา 4 / 6 / 10 นาที พรีโหลดแคปซูล ถอดเทเศษง่าย ปรับ Session Timer ได้ยืดหยุ่นกว่า

เหมาะกับใคร?

  • มือใหม่ — อยากได้เครื่องอบใช้ง่าย ซื้อแล้วจบ
  • สายชิล / สายแชร์ — โบลใหญ่ ปรับฟีลสูบหลากหลาย
  • ควันหนา-ร้อน & สายแวกซ์ — ต้องการอุณหภูมิสูง > 430 °F

ถ้าคุณเน้น micro-dose on-demand V3 Pro ยังตอบโจทย์
แต่ถ้าอยากได้ความคุ้มแบบ “ครบทุกอย่างในเครื่องเดียว”
ปีนี้ Starry 4 คือคำตอบครับ ✅

XMAX Starry 4

XMAX Starry 4

฿3,190

ซื้อเลย
รวมเครื่องอบสมุนไพร งบไม่เกิน 5 พัน

รวมเครื่องอบสมุนไพร งบไม่เกิน 5 พัน

5 เครื่องอบสมุนไพรในงบไม่เกิน 5,000 บาท

หากคุณกำลังมองหา เครื่องอบสมุนไพร ที่มีราคาคุ้มค่าและใช้งานได้ดี ในงบ ไม่เกิน 5,000 บาท บทความนี้จะแนะนำ 5 รุ่นยอดนิยม ที่ให้ทั้งคุณภาพ ความทนทาน และฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานจริง โดยแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่น ระบบทำความร้อน และปริมาณสมุนไพรที่รองรับแตกต่างกัน 

เพื่อช่วยให้คุณเลือกเครื่องที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตัวเอง มาดูรายละเอียดของแต่ละรุ่นกันเลย!


 

1. XMAX V3 Pro

  • ระบบทำความร้อน: Convection (พาความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.15 กรัม
  • ราคา: 2,890 บาท (จากราคาปกติ 3,990 บาท)
  • จุดเด่น:
    ✅ สามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 100°C ถึง 220°C
    ✅ มีโหมดการใช้งานทั้งแบบ Session Mode และ On-Demand Mode
    ✅ แบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ ความจุ 2,600 mAh

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่ให้รสชาติชัดเจนและสามารถปรับอุณหภูมิได้ละเอียด ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XMAX V3 Pro (CLICK)

2. XMAX Starry 4

  • ระบบทำความร้อน: Conduction (นำความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.2 กรัม
  • ราคา: 3,150 – 3,490 บาท
  • จุดเด่น:
    ✅ ทำความร้อนได้ไว พร้อมใช้งานในไม่กี่วินาที
    ✅ ดีไซน์กะทัดรัด พกพาสะดวก
    ✅ ปากสูบทำจาก เซรามิกเซอร์โคเนีย ทนทานและให้รสชาติที่ดี
    ✅ แบตเตอรี่ความจุ 2,500 mAh

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่ คุ้มค่า ใช้งานง่าย ทำความร้อนได้ไว และทนทาน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XMAX Starry 4 (CLICK) 

3. XMAX V3 NANO

    • ระบบทำความร้อน: Hybrid (ผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection)
    • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.15 กรัม
    • ราคา: 1,790 บาท (จากราคาปกติ 1,990 บาท)
    • จุดเด่น:
      ✅ ขนาดเล็ก พกพาสะดวก
      ✅ ปากสูบแบบแก้ว ช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นที่ดี
      ✅ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่

    ? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรขนาดเล็ก ราคาย่อมเยา และใช้งานสะดวก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XMAX V3 NANO

4. G-PEN DASH

  • ระบบทำความร้อน: Conduction (นำความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.25 กรัม
  • ราคา: 2890-2,990 บาท
  • จุดเด่น:
    ✅ ขนาดเล็ก ดีไซน์มินิมอล
    ✅ ปรับไฟได้ 3 ระดับ พร้อมแสงไฟแสดงสถานะที่ สีสันสวยงาม
    ✅ ราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับ ผู้เริ่มต้น

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบขนาดเล็ก ปรับไฟได้ สีสันสวยงาม และราคาย่อมเยา ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-PEN DASH

5. PAX Mini

  • ระบบทำความร้อน: Conduction (นำความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.25 กรัม
  • ราคา: 4,900 บาท (จากราคาปกติ 5,900 บาท)
  • จุดเด่น:
    ✅ ดีไซน์หรูหรา เรียบง่ายและพรีเมียม
    ✅ ใช้งานง่ายด้วย ปุ่มเดียว
    ✅ ขนาดเล็ก พกพาสะดวก

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่ มีดีไซน์สวยงาม พรีเมียม และใช้งานง่าย ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PAX MINI

สรุป: เลือกเครื่องอบสมุนไพรให้เหมาะกับคุณ

✅ XMAX V3 Pro → เหมาะกับผู้ที่ต้องการรสชาติที่ชัดเจน และปรับอุณหภูมิได้ละเอียด


✅ XMAX Starry 4 → เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องที่พกพาสะดวก ใช้งานง่าย ทำความร้อนได้ไว


✅ XMAX V3 Nano → เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องขนาดเล็ก ราคาดี และใช้งานง่าย


✅ G-Pen Dash → เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องอบขนาดเล็ก ปรับไฟได้ สีสันสวยงาม และราคาย่อมเยา


✅ PAX Mini → เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ และต้องการเครื่องที่ใช้งานง่าย

? เครื่องอบสมุนไพรเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในงบไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ว่าคุณจะเน้นเรื่อง รสชาติ, ขนาด, ราคา หรือดีไซน์ ก็สามารถเลือกเครื่องที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของคุณได้

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น! ?

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

เปรียบเทียบเครื่องอบพกพา: Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano

หากคุณกำลังมองหาเครื่องอบพกพาราคาต่ำกว่า 2,000 บาทที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่า สองตัวเลือกยอดฮิตที่ไม่ควรพลาดคือ Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano ทั้งสองรุ่นตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันและมีจุดเด่นเฉพาะตัว ดังนี้:

คุณสมบัติ Cloud V Haze XMAX V3 Nano
การออกแบบ ขนาดเล็ก (สูง 10 ซม. กว้าง 3 ซม. หนา 2 ซม.) น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัย ทรงกระบอก (สูง 11 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ซม.) แข็งแรง ทนทาน พกพาง่าย เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย
ระบบทำความร้อน ระบบ Conduction ร้อนเร็ว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น รองรับการใช้งานกับ Concentrates ระบบ Hybrid ผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection ให้ไอระเหยที่นุ่มและกระจายความร้อนได้ทั่วถึง
แบตเตอรี่/การชาร์จ แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ชาร์จผ่าน USB แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง ชาร์จเร็วด้วย USB-C ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม
คุณภาพไอระเหย ไอระเหยหนาแน่น ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการสูบแบบดั้งเดิม เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้งาน ไอระเหยมีความนุ่ม รสชาติชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นรายละเอียดและคุณภาพในการใช้งาน
การใช้งาน ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ ควบคุมไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย ระบบทำงานตอบสนองได้ดีควบคุมอุณหภูมิอัตโมมัติ

กลิ่นและประสบการณ์การใช้งาน

  • Cloud V Haze: กลิ่นที่ได้จะมีความหนาแน่นและให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเผาแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งานหรือผู้ที่เปลี่ยนจากการสูบแบบเดิมมาสู่การใช้เครื่องอบ ประสบการณ์การใช้งานจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: ด้วยระบบ Hybrid ที่ผสมผสานการทำความร้อนแบบ Conduction และ Convection กลิ่นและรสชาติที่ได้จะนุ่มและละเอียดกว่า ทำให้การใช้งานสมุนไพรเป็นประสบการณ์ที่พรีเมียม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

เลือกแบบไหนดี?

  • Cloud V Haze: ตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ ด้วยราคาประหยัด พกพาง่าย และการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพ รสชาติ และต้องการระบบทำความร้อนที่ล้ำสมัยพร้อมคุณภาพไอระเหยที่เหนือกว่า

สรุป

ทั้งสองรุ่นมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน Cloud V Haze เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเรียบง่ายและราคาย่อมเยา ส่วน XMAX V3 Nano เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพไอระเหยและความทนทาน เลือกตามความต้องการของคุณเพื่อให้ได้เครื่องอบที่เหมาะสมที่สุด!

XMAX V3 Pro กับ Starry 4 ต่างกันยังไง ?

XMAX V3 Pro กับ Starry 4 ต่างกันยังไง ?

วันนี้คนดีเรากลับมาพร้อมกับคำถามที่ทุกคนถามเข้ามากันเยอะมากว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง XMAX V3 Pro กับ XMAX Starry 4 เพราะราคามันพอๆกันเลยครับพี่ ?

 

วันนี้ก็จะมีคำตอบมาให้พร้อมกับเปรียบเทียบกับแบบทุกจุดเลย เริ่มจากรูปทรงน้า แล้วเราก็จะดูระบบข้างในว่ามันต่างกันยังไง รวมถึงการใช้งานว่าต่างกันยังไง คลิปนี้ คนดีมีคำตอบ

 

เริ่มต้นเรามาดูกันที่รูปทรง ตัวแรกเจ้า XMAX V3 Pro เนี่ยรูปทรงมาจะมาแนวทรงตรงแบบนี้ เปนแท่งคล้ายปากกาขนาดกำลังดี ถนัดมือ แต่ถ้าใส่กระเป๋ากางเกงมันก็อาจจะดูใหญ่ไปนิดนึงนะ แต่รูปทรงของ Starry 4 มันจะเปนทรงเรียว ซึ่งโดยรวมมันค่อนข้างเล็กกว่า ทำให้การพกพาเนี่ยคนดีมองว่า Starry 4 จะเหมาะกับคนที่มองหาขนาดที่ค่อนข้างกระทัดรัดกว่า V3 Pro

 

สำหรับช่องอบ V3 Pro และ Starry นั้นเป็นช่องอบแบบ Ceramic เหมือนกัน โดยของ V3 Pro จะใส่ได้ประมาน 0.15 กรัมต่อครั้งแต่ Starry จะใส่ได้ประมาน 0.2 กรัม ซึ่งโดยรวมมันจะไม่ต่างมาก แต่ที่ต่างคือช่องอบของ V3 Pro จะเป็นระบบ Convection ทำให้ตัวกำเนิดความร้อนจะอยู่ด้านล่างแล้วเราต้องสูบลงเพื่อนำลมร้อนเข้าสู้ช่อง Chamber แต่ตัวของ Starry 4 นั้นเป็นแบบ Conduction เพราะฉะนั้นช่องอบจะเป็น Heating Chamber ที่ทำความร้อนได้ในตัวช่องอบเอง

หากใครต้องการทราบข้อมูลความแตกต่างระหว่างห้องอบแบบ Conduction และ ห้องอบแบบ Convection นั้นก็สามารถอ่านต่อแบบละเอียดได้ที่ บทความ เครื่องอบระบบConvection (พาความร้อน) กับเครื่องอบระบบConduction (นำความร้อน) ต่างกันอย่างไร?

ต่อไปเรามาดูกันในส่วนของการใช้งาน ก็เพราะว่า V3 Pro เป็นระบบ Convection ทำให้การใช้งานเมื่อเราตั้งอุนหภูมิแล้วเมื่อความร้อนถึงเรายังต้องสูบลมเข้าเพื่อให้มันเริ่มทำงาน และเริ่มมีควัน แต่ข้อดีของระบบนี้คือควันที่นุ่มกว่า และการเผาไหม้ที่ทั่วถึง แต่หากเป็น Starry จะเป็นระบบความร้อนแบบ Conduction ซึ่งการใช้งานจะแตกต่างจาก V3 Pro เพราะเมื่อความร้อนถึงแล้ว Starry จะเริ่มมีควันทันทีโดยโดยไม่ต้องสูบลมเข้าเพื่อให้เริ่มมีควัน เพราะฉะนั้นมันจะใช้งานง่ายกว่า แต่ขอเสียของระบบที่ทำความร้อนในห้องอบคือ สมุนไพรที่อยู่ตรงกลางอาจจะร้อนช้ากว่าตัวที่อยู่ติดผนังห้องอบ ทำให้อาจจะมีกลินไหม้เร็วกว่าตัว V3 Pro

ว่ากันต่อในส่วนของแบตเตอรี่ XMAX V3 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่แบบ 18650 ความจุไฟ 3000mAh ซึ่งก็สามารถใช้งานค่อนข้างนานได้ทั้งวัน และถ้าหากแบตเตอรี่หมดก่อนเราสามารถพกแบตเตอรี่ 18650 ก็สามารถเปลี่ยนง่ายๆ แต่ในส่วนของ Starry 4 นั้นแบตเตอรี่ที่มาด้วยเป็นแบบ 18650 เช่นกันแต่ความจุไฟจะน้อยกว่าที่ 2550mAh แต่เราสามารถเอาแบตเตอรี่มีกำลังไฟสูงกว่าใส่ได้และก็สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เช่นกันหากแบตหมด ซึ่งทั้งสองตัวมาพร้อมช่องเสียบชาร์จแบบ USB-C และสามารถชาร์จผ่าน USB ได้

 

ด้านฟิวลิ่งการใช้งานเครื่อง XMAX V3 Pro นั้นจะได้ควันที่ค่อนข้างนุ่มกว่าและสมุนไพรข้างในจะร้อนพร้อมๆกัน เพราะลมจะพาความร้อนผ่านสมุนไพรทุกจุด แต่ตัว Starry นั้นจะได้ควันที่ออกมาไวกว่า แต่ความนุ่มจะสู้ V3 Pro ไม่ได้และกลิ่นอาจจะเพี้ยนกว่าเพราะอาจจะติดกลิ่นไหม้จากสมุนไพรส่วนที่อยู่ติดกับห้องอบจะร้อนไวกว่าที่อยู่ตรงกลางห้องอบ ด้านการดูแลรักษาค่อนข้างคล้ายกัน ไม่ต่างกันมาก เพียงใช้สำลีที่แถมมาหรือสำลีที่ไม่มีขุยทำความสะอาดช่องอบเมื่อสกปรก

 

อีกหนึ่งจุดสำคัญที่คนดีมองว่า V3 Pro ทำได้ดีคือการที่เครื่องมีตัวเลือกของแต่งเยอะมาก ต่างจาก Starry ที่หลักๆจะเป็นข้อต้อบ้องกับข้อต่อแบบ Glass Bubbler ของ Xmax เองแบบสาย ซึ่งก้อใช้งานค่อนข้างยาก แต่ V3 Pro มีทั้งแบบของแต่งจากค่าย XMAX เองเลยทั้งข้อต่อบ้องและ Glass Bubbler หรือปากสูบแก้วก็มีให้เลือก หรือหากไม่ถูกใจก็มีของแต่งอื่นๆจากคนดีในคลิปก่อนหน้านี้รับชมได้ เดียวแปะลิงค์ไว้ให้ตอนจบคลิปนี้นะจ่ะ

 

ด้านราคาสองตัวนี้มาราคาเท่ากัน แต่ตัว XMAX Starry จะมีแบบ Blind Box Set แบบนี้นะ ซึ่งจะเปนลายแบบพิเศษสุ่มใส่ลงไปในกล่อง มีทั้งหมด 4 ลายนี้ ซึ่งราคาจะสูงกว่าแบบธรรมดา แต่จะมีอุปกรณ์เสริมแถมมาให้ในกล่องซึ่งคนดีมองว่ามันคุ้มค่ากว่า เพราะถ้าเราไปซื้อ Starry 4 ธรรมดาแล้วซื้อของแต่งที่แถมมาก็จะราคาสูงกว่าเราซื้อแบบ Blind Box ส่วนสีนั้น XMAX Starry มีทั้งหมด 3 สีนะ คือ ดำ น้ำเงิน และเขียว แต่ตัว V3 Pro จะมีมา 4 สี คือสี ดำ ฟ้า ม่วง และเงิน ซึ่งอดีตเคยยมีสีเขียวแต่เลิกผลิตไปแล้ว

 

จบแล้วว สำหรับการเปรียบเทียบระหว่าง XMAX V3 Pro และ XMAX Starry 4 แต่หากยังมีข้อสงสัยตรงไหนก็ถามเราเข้ามาในอินบ๊อกหรือช่องทางติดต่อเราด้านล่างนี่หน้า สุดท้าย อย่าลืม อย่าลืม ฝากกดซับสไครบ์ด้วยน่ะจะและเรามีโปรมาแจกสมาชิกชาวยูทูปอย่างแน่นอนนน หากคลิปหน้าสนใจให้คนดีรีวิวอันไหน ก็คอมเมนต์กันมาดด้านล่างได้นะจ้า บัยยย

Home
Account
Cart
Search