Introduction of PAX FLOW

Introduction of PAX FLOW

รีวิวเปิดตัว PAX Flow Vaporizer – ประสบการณ์ใช้งานจริง รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2025

PAX Flow คืออะไร?

PAX Flow คือเครื่องอบสมุนไพรแบบพกพารุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ PAX Labs ที่ถูกยกให้เป็นการพัฒนาครั้งใหญ่สุดตั้งแต่ปี 2012 โดดเด่นด้วย Hybrid Heating (Conduction + Convection), ช่อง airflow ที่กว้างขึ้น, ดีไซน์เรียบหรูระดับพรีเมียม และรองรับ ชาร์จ USB-C แบบด่วน ภายใน ~40 นาที

จุดเด่นหลักของ PAX Flow

– Airflow ที่แรงขึ้น
ช่องลมที่กว้างขึ้น ทำให้แรงดูดมากกว่ารุ่นก่อนถึง 4 เท่า มอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการสูบแบบดั้งเดิม แต่ไร้ความแสบคอจากการเผาไหม้

– ใช้ง่ายและทำความสะอาดสะดวก
ฝาเตาอบด้านข้าง ออกแบบให้บรรจุสมุนไพรได้ง่ายเหมือนการใช้ไปป์ และด้วยทางลมแบบเปิด + หัวสูบถอดได้ ทำให้การทำความสะอาดง่ายกว่าเดิม รองรับปริมาณสมุนไพรสูงสุด 300 มิลลิกรัม (~3.2 มก. ต่อหนึ่งครั้งสูบ)

– Hybrid Heating System
ระบบทำความร้อนแบบผสมผสาน Conduction + Convection สร้างไอระเหยที่เข้มข้น นุ่มนวล และเต็มรสชาติ พร้อมดึงสารแคนนาบินอยด์และเทอร์พีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ชาร์จไวทันใจ
ชาร์จด้วย USB-C รองรับการชาร์จครึ่งหนึ่งในเวลาเพียง 20 นาที และเต็ม 100% ภายใน 40 นาที
(รองรับแท่นชาร์จ PAX Charging Stand ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ — จำหน่ายแยก)

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติใหม่ๆ อาทิ ประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับ

  • ระบบทำความร้อนคู่แบบ Conduction และ Convection ที่ออกแบบพิเศษ

  • ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ (จดสิทธิบัตรแล้ว)

  • ความจุสมุนไพรสูงสุด 300 มก. (~3.2 มก. ต่อหนึ่งครั้งสูบ)

  • แรงต้านการสูบ 10 ลิตร/นาที

  • เวลาทำความร้อนเฉลี่ย ~35 วินาที

  • ช่องลมเข้าถึงง่าย ทำความสะอาดสะดวก

การใช้งานที่ชาญฉลาด

  • โหมดความร้อน 4 ระดับ ตั้งแต่ 180°C – 215°C และโหมด Bong Mode ที่ 225°C

  • ระบบสั่นตอบสนอง (Haptic Feedback) ควบคุมการใช้งาน

  • เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไม่ได้ใช้งาน

  • เขย่าเพื่อเช็กระดับแบตเตอรี่ได้ทันที

ดีไซน์ที่เรียบหรูและแนบเนียน

  • ปรับลดความสว่างของไฟ LED สำหรับการใช้งานที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

  • ขนาดพกพา: 10.7 ซม. x 3.45 ซม. x 2.9 ซม.

  • น้ำหนักเบาเพียง 135 กรัม

  • แบตเตอรี่ชาร์จซ้ำได้ขนาด 2000 mAh

  • ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 35 นาที

  • ชาร์จไว: 20 นาทีได้ 50%, 40 นาทีเต็ม 100%

  • รองรับ USB-C Fast Charging มาพร้อมสายชาร์จ USB-C 20W ในกล่อง

ประสบการณ์ใช้งานจริง

ความรู้สึกตอนใช้

  • Vapor smooth และเย็นกว่า รุ่นก่อน

  • รสชาติ terpene ชัดเจน เหมาะกับสาย flavor

  • Airflow ไหลลื่น ไม่รู้สึกอึดอัด

ความสะดวกสบาย

  • เปิดเครื่อง กดปุ่มเดียว พร้อมสูบภายในไม่ถึง 1 นาที

  • ทำความสะอาดง่าย: ช่อง airflow ถอดได้, oven อยู่ด้านข้างเข้าถึงสะดวก

  • ชาร์จเร็ว ~40 นาที แต่แบตอยู่ได้ราว 4–6 sessions

เทียบกับรุ่นเก่าและคู่แข่ง

เหมาะกับใคร?

  • ผู้ใช้ที่เน้น ประสบการณ์พกพาแบบพรีเมียม

  • คนที่อยากได้เครื่อง vaporizer ที่ ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน

  • ผู้ที่ต้องการ flavor ชัดเจนและควันนุ่ม มากกว่าความแรงดิบ


บทสรุป

PAX Flow คือก้าวใหม่ของแบรนด์ PAX — ดีไซน์สวย ใช้ง่าย ควันเนียน รสชาติเด่น แต่ ต้องยอมรับข้อเสียเรื่องแบตและราคา หากคุณมองหา vaporizer ที่หรูหรา ใช้ง่าย และให้ประสบการณ์ flavor เป็นหลัก นี่คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์

การปรับตัวใช้งาน Tinymight 2 ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับตัวใช้งาน Tinymight 2 ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับผู้เริ่มต้นที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ Tinymight 2 หลังจากเคยใช้ Mighty Plus อาจพบปัญหาต่าง ๆ ในช่วงแรก เช่น ไอระเหยที่ค่อนข้างแรงเกินไป และตัวเครื่องที่ร้อนจนจับไม่ค่อยถนัดเมื่อใช้งานนาน ๆ แต่ไม่ต้องกังวล! มาดูกันว่าคุณสามารถปรับการใช้งาน Tinymight 2 อย่างไรให้ดียิ่งขึ้นจากคำแนะนำของผู้ใช้งานจริงในชุมชนออนไลน์

 

1. การใช้กับ Bong และ WPA (Water Pipe Adapter)

ผู้ใช้หลายคนแนะนำว่า Tinymight 2 จะใช้งานได้ดีที่สุดเมื่อเชื่อมต่อกับ bong หรือ WPA เพราะสามารถพักการใช้งานระหว่างแต่ละรอบได้:
• ช่วยลดความร้อนสะสมของเครื่อง
• ทำให้ไอระเหยมีความนุ่มนวลขึ้นและไม่รุนแรงเกินไป

 

คำแนะนำเพิ่มเติม:


• ควรลองปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม โดยเริ่มที่ระดับ 5-6 และค่อย ๆ ปรับตามความชอบ
• หาสายต่อหรือ bowl ขนาดใหญ่ขึ้นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์

2. การใช้แคปซูลจาก Mighty

หากคุณเคยใช้ Mighty Plus มาก่อน แคปซูลสมุนไพรจาก Mighty สามารถนำมาใช้กับ Tinymight 2 ได้เช่นกัน โดยมีประโยชน์คือ:
• ช่วยควบคุมปริมาณสมุนไพรได้ดีขึ้น
• ช่วยให้ไอระเหยเย็นลงและไม่ระคายคอ

วิธีทำ: ใส่แคปซูล Mighty ลงในช่องของ Tinymight 2 และเลือกใช้ก้านแก้วแบบมีลูกปัดแก้วเพื่อเพิ่มการกระจายความร้อนให้สม่ำเสมอ

3. เลือกก้านแก้วที่เหมาะสม

ก้านแก้วที่มาพร้อมกับ Tinymight 2 อาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่าไอระเหยแรงเกินไป คำแนะนำคือ:
• เปลี่ยนไปใช้ก้านแก้วที่ยาวขึ้น หรือก้านแบบมี glass beads ช่วยให้ไอเย็นลง
• เพิ่มอุปกรณ์เสริม เช่น mouthpiece แก้ว เพื่อความสบายในการสูดไอ

4. โหมดการใช้งาน: On-Demand Mode

Tinymight 2 มีจุดเด่นคือ On-Demand Mode ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้เครื่องร้อนตลอดเวลา:
• กดปุ่มเมื่อพร้อมใช้งาน เครื่องจะทำความร้อนทันที
• ช่วยลดความร้อนสะสมในตัวเครื่องและทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ผู้ใช้หลายคนเห็นพ้องกันว่า On-Demand Mode เป็นโหมดที่ทำให้ Tinymight 2 ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

5. การควบคุมอุณหภูมิ

การปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้เครื่องร้อนเกินไป:
• ระดับที่แนะนำคือ 5-6 สำหรับการใช้งานทั่วไป
• หากต้องการไอระเหยที่เข้มข้นขึ้น ค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามต้องการ

สรุปคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ใช้งานจริง

1. พยายามใช้งาน Tinymight 2 กับ bong หรือ WPA เพื่อลดความร้อนและทำให้ไอระเหยนุ่มนวลขึ้น
2. ลองใช้แคปซูลจาก Mighty หรือปรับเปลี่ยนก้านแก้วเพื่อความสบายในการใช้งาน
3. เปิด On-Demand Mode เพื่อลดความร้อนสะสม
4. ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 5-6

 

 

หากคุณสามารถปรับตัวตามคำแนะนำเหล่านี้ได้ Tinymight 2 จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในโหมดระยะสั้นหรือการดึงไอระเหยแบบเข้มข้นตามสไตล์ที่คุณชอบ!

สั่งซื้อ TINYMIGHT 2 ได้แล้ววันนี้ ที่ Kondee420.com

G-Pen Dash+ แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร

G-Pen Dash+ แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร

G-Pen Dash VS Dash+

วันนี้คนดีจะมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง G-Pen Dash+ รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วกับเจ้า G-Pen Dash แบบเดิมว่าจะมีความแตกต่างและพัฒนามากขึ้นเพียงใด

เริ่มต้นเลย สำหรับ G-Pen Dash+ ที่เห็นถึงความแตกต่างชัดเจนก็คือหน้าจอ LED ที่จะสามารถสั่งงานเครื่องได้ต่างจากรุ่นก่อน ที่จะเป็นแค่ไฟโชว์สถานะการทำงาน ซึ่งหน้าจอ LED อันนี้ ช่วยให้เราสามารถปรับอุณหภูมิได้จากอุณหภูมิ 110 ถึง 215 องศาเซลเซียส และอีกฟังก์ชันหนึ่งที่ G-Pen Dash+ มีต่างจากรุ่นอื่นๆคือการที่มันสามารถปรับระยะเวลาของโหมด Session Mode ได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ

ในด้านระบบทำความร้อน G-Pen Dash+ จะมีการพัฒนาระบบความร้อนเป็นระบบไฮบริด Conduction +Convection ซึ่งต่างจาก G-Pen Dash ที่มากับระบบความร้อนแบบ Convection อย่างเดียว ทั้งนี้ระบบแบบไฮบริดจะช่วยให้มีควันเร็วขึ้นและมากขึ้นกว่าระบบแบบเดิม นอกจากนี้ G-Pen Dash+ ยังถือเป็นเครื่องอบระบบไฮบริดที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งถ้าใครต้องการชิมการออกแบบระบบ ในราคาเริ่มต้นก็สามารถลองได้กับ G-Pen Dash+

ในส่วนของห้องอบ G-Pen Dash+ ห้องอบจะทำจากวัสดุไทเทเนี่ยม ซึ่งจะทำให้ถ่ายโอนความร้อนได้เร็วยิ่งขึ้นและช่วยให้ลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากวัสดุแบบเดิมที่ทำจากสแตนเลสเคลือบแก้วของ G-Pen Dash

ด้านวัสดุภายนอกตัว G-Pen Dash+ วัสดุทำจาก Zinc-Alloy ช่วยให้มีน้ำหนักเบาและทนทานกว่า G-Pen Dash แบบเดิม ที่วัสดุทำจาก Steel-Alloy ธรรมดา และแบตเตอรี่ของเจ้า G-Pen Dash+ ก็มาถึง 1800 mAh ซึ่งมากกว่า รุ่นก่อนถึงสองเท่าช่วยเพิ่มอายุการใช้งานในระหว่างวันให้นานยิ่งขึ้น

ในส่วนของด้านการรับประกัน G-Pen Dash+ จะมามาพร้อมกับการรับประกัน 2 ปีเต็มมากกว่า G-Pen Dash แบบเดิมถึงสองเท่าซึ่งมั่นใจได้ว่าเครื่องอบตัวนี้จะอยู่กับแบบยาวๆ คุ้มค่าเงินที่จ่ายแน่นอน

รีวิว Venty จาก Storz&Bickel

รีวิว Venty จาก Storz&Bickel

วันนี้คนดีจะมารีวิวเครื่องอบสมุนไพรรุ่นล่าสุดจากค่าย Storz&Bickel อย่างเจ้าตัว Venty

ก่อนอื่นเลยนี้ก็คือเจ้าตัว Venty ซึ่งรูปทรงจะต่างออกไปจากเครื่องอบก่อนๆของ Storz&Bickel ส่วนหัวก็จะบิดออกแบบนี้เพื่อให้ใส่สมุนไพรลงไปได้ ซึ่งสามารถใส่ได้ทั้งแบบแคปซูลหรือจะใส่ไปในช่องเลย ความจุมากสุดได้ถึง 0.25 กรัม

พอใส่แล้วเราก็สามารถมาตั้งไฟได้เลย ซึ่งสามารถตั้งได้ 40-210 องศา ระบบทั้งความร้อนเปนแบบใหม่นะ เรียกว่า ระบบ Mini Heater ที่พัฒนามาจากระบบแบบเดิม ช่วยให้กลิ่นสมุนไพรดียิ่งขึ้น ไม่มีกลิ่นไหม้อีกต่อไป และทำควันได้เร็วขึ้นเพียง 20 วินาทีถึงความร้อนสูงสุด

ด้านการตั้งอุณหภูมิทำได้ทั้งแบบกดที่เครื่องหรือจะตั้งผ่าน Smartphone ก็ได้ในแอพของ Storz&Bickel ซึ่งวิธีต่อบลูทูธสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ บทความก่อนๆได้ และใน Smartphone ยังสามารถตั้งค่า Pre-Set เพื่อความสะดวกในการใช้งานครั้งต่อๆไป / ปรับลดแสงหน้าจอ / ปิด/เปิด โหมดสั่น / และยังสามารถปรับเปนโหมด Eco-Charger เพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

ในส่วนอีกไฮไลต์เด่นๆก็คือ เจ้าเครื่อง Venty นั้นสามารถปรับระดับลมได้ ซึ่งมันก็สามารถปรับให้รับลมได้ถึง 20 ลิตรต่อนาที ทำให้เราสามารถเพิ่มลดปริมานควันได้ โดยไม่ต้องไปยุ่งกับอุณหภูมิ

ด้านการชาร์จก็ลาร์จแบบ USB-C โดยสามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80% ได้ในเวลา 40 นาที มาพร้อมแบตเตอรี่ 18650 li-ion ซึ่งสามารถให้กำลังไฟสูงสุดที่ 130 วัตต์ 16 แอมป์

ฟังค์ชั่นเด่นของ Venty

– ปรับระดับลมได้สูงสุด 20 ลิตรต่อนาที 

– ทำความร้อนภายใน 20 วินาที 

– ฟีเจอร์ใหม่ระบบความร้อนแบบ Conduction + Convection แบบ Mini Heater ช่วยให้ไม่มีการไหม้ เพิ่มปริมาณควันและความนุ่มนวล 

– อุณหภูมิแม่นยำได้ตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียส – 210 องศาเซลเซียส

– การชาร์จแบบ USB-C สามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80% ได้ภายใน 40 นาที

– รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ 

– รับประกัน 2 + 1 ปี หากลงทะเบียนที่เวป Storz&Bickel

สรุปแล้ว Venty เป็นอีกหนึ่งเครื่องอบที่ทำออกมาได้ดีมาก ด้วยฟังค์ชั่นการปรับลมช่วยให้เราได้ควันที่เยอะขึ้น แม้จะใช้อุณหภูมิไม่สูงมาก ควันก้อยังเยอะ ทำให้กลิ่นสมุนไพรดีมากๆ
แต่ข้อเสียก้ออาจจะเปนที่ขนาดนะ ค่อนข้างพกพาลำบากนิดนึง

Review รีวิวการใช้งาน XMAX V3 Nano

Review รีวิวการใช้งาน XMAX V3 Nano

รีวิว Xmax V3 Nano เครื่องอบกัญชาแบบไอละเหยขนาดพกพา

เครื่องอบไอระเหยรุ่นล่าสุดจาก Top Green Tech อย่างตัว XMAX V3 Nano มาพร้อมขนาดกะทัดรัด ยาวเพียง 13 ซม. แต่ยังคงไว้ด้วย Chamber ขนาดยาว สามารถใส่ดอกได้ถึง 0.25-0.35 กรัม และด้วยท่อ Chamber แบบยาว ทำให้สามารถสูบต่อครั้งได้นานขึ้นจนกว่าสมุนไพรจะแห้งลง Chamber ทำจากเหล็กและเงินอย่างดี มีมาให้เลือกทั้งหมด 3 สี ดำ ฟ้า แล้ว เหลืองแดง

ระบบทำความร้อน

การทำงานแบบ Conduction + Convection ช่วยให้ได้ควันที่นุ่มขึ้น แต่ยังคงความแรงเหมือนเดิม ในส่วนการทำความร้อนจะอยู่ที่ 200-220 องศาเซลเซียว ซึ่งตัวเครืองจะปรับอุณหภูมิให้เองอัตโนมัติ เพียงกดปุ่ม 3 ครั้งไฟที่ตัวเครื่องจะกระพริบ สีแดงเพื่อทำการเริ่มอุ่นเป็นเวลา 30 วินาที รอจนกว่าไฟสีแดงจะหยุดกระพริบให้เริ่มใช้ลมช่วยสูบทำความร้อนควันจะเริ่มมาเรือยๆ สามารถใช้งานได้จนเครื่องสั่นแล้วหยุดเอง โดยแต่ละ Session จะอยู่ที่ 3 นาที

การชาร์จ

สายชาร์จแบบ USB-C แบตเตอรี่ 1000mAh สามารถใช้งานได้ 10-15 ต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 รอบ ชาร์จไฟ 1 รอบใช้เวลาประมาน 30 นาที ขึ้นอยู่กับกำลังไฟ

จุดเด่น : ขนาดเล็ก กะทัดรัดพกพาสะดวกมาก การใช้งานง่าย เนื่องจากส่วนใหญ่เครื่องอบเวลาใช้งานก้อต้องปรับอุณหภูมิ ไประหว่าง 180-220 อยู่แล้ว พอการใช้งาน V3 Nano ที่สามารถปรับไฟอัตโนมัติช่วยให้สะดวกขึ้นสุดๆ

จุดด้อย : ด้วยตัวเครื่องที่เล็กทำให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็ก อาจจะทำให้ไฟหมดไวกว่าตัวอื่น และไม่มีฟังค์ชั้น On-Demand และด้วย Chamber ที่ออกแบบมายาว อาจจะต้องใช้เข็มที่แถมมาช่วยทำความสะอาด

สรุป : หากกำลังมองหาเครืองอบที่ราคาถูก ใช้งานง่ายและมีขนาดเล็ก XMAX V3 Nano คือตัวที่คุณควรครอบครอง

Home
Account
Cart
Search