Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

เปรียบเทียบเครื่องอบพกพา: Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano

หากคุณกำลังมองหาเครื่องอบพกพาราคาต่ำกว่า 2,000 บาทที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่า สองตัวเลือกยอดฮิตที่ไม่ควรพลาดคือ Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano ทั้งสองรุ่นตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันและมีจุดเด่นเฉพาะตัว ดังนี้:

คุณสมบัติ Cloud V Haze XMAX V3 Nano
การออกแบบ ขนาดเล็ก (สูง 10 ซม. กว้าง 3 ซม. หนา 2 ซม.) น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัย ทรงกระบอก (สูง 11 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ซม.) แข็งแรง ทนทาน พกพาง่าย เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย
ระบบทำความร้อน ระบบ Conduction ร้อนเร็ว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น รองรับการใช้งานกับ Concentrates ระบบ Hybrid ผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection ให้ไอระเหยที่นุ่มและกระจายความร้อนได้ทั่วถึง
แบตเตอรี่/การชาร์จ แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ชาร์จผ่าน USB แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง ชาร์จเร็วด้วย USB-C ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม
คุณภาพไอระเหย ไอระเหยหนาแน่น ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการสูบแบบดั้งเดิม เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้งาน ไอระเหยมีความนุ่ม รสชาติชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นรายละเอียดและคุณภาพในการใช้งาน
การใช้งาน ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ ควบคุมไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย ระบบทำงานตอบสนองได้ดีควบคุมอุณหภูมิอัตโมมัติ

กลิ่นและประสบการณ์การใช้งาน

  • Cloud V Haze: กลิ่นที่ได้จะมีความหนาแน่นและให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเผาแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งานหรือผู้ที่เปลี่ยนจากการสูบแบบเดิมมาสู่การใช้เครื่องอบ ประสบการณ์การใช้งานจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: ด้วยระบบ Hybrid ที่ผสมผสานการทำความร้อนแบบ Conduction และ Convection กลิ่นและรสชาติที่ได้จะนุ่มและละเอียดกว่า ทำให้การใช้งานสมุนไพรเป็นประสบการณ์ที่พรีเมียม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

เลือกแบบไหนดี?

  • Cloud V Haze: ตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ ด้วยราคาประหยัด พกพาง่าย และการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพ รสชาติ และต้องการระบบทำความร้อนที่ล้ำสมัยพร้อมคุณภาพไอระเหยที่เหนือกว่า

สรุป

ทั้งสองรุ่นมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน Cloud V Haze เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเรียบง่ายและราคาย่อมเยา ส่วน XMAX V3 Nano เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพไอระเหยและความทนทาน เลือกตามความต้องการของคุณเพื่อให้ได้เครื่องอบที่เหมาะสมที่สุด!

การปรับตัวใช้งาน Tinymight 2 ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับตัวใช้งาน Tinymight 2 ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับผู้เริ่มต้นที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ Tinymight 2 หลังจากเคยใช้ Mighty Plus อาจพบปัญหาต่าง ๆ ในช่วงแรก เช่น ไอระเหยที่ค่อนข้างแรงเกินไป และตัวเครื่องที่ร้อนจนจับไม่ค่อยถนัดเมื่อใช้งานนาน ๆ แต่ไม่ต้องกังวล! มาดูกันว่าคุณสามารถปรับการใช้งาน Tinymight 2 อย่างไรให้ดียิ่งขึ้นจากคำแนะนำของผู้ใช้งานจริงในชุมชนออนไลน์

 

1. การใช้กับ Bong และ WPA (Water Pipe Adapter)

ผู้ใช้หลายคนแนะนำว่า Tinymight 2 จะใช้งานได้ดีที่สุดเมื่อเชื่อมต่อกับ bong หรือ WPA เพราะสามารถพักการใช้งานระหว่างแต่ละรอบได้:
• ช่วยลดความร้อนสะสมของเครื่อง
• ทำให้ไอระเหยมีความนุ่มนวลขึ้นและไม่รุนแรงเกินไป

 

คำแนะนำเพิ่มเติม:


• ควรลองปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม โดยเริ่มที่ระดับ 5-6 และค่อย ๆ ปรับตามความชอบ
• หาสายต่อหรือ bowl ขนาดใหญ่ขึ้นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์

2. การใช้แคปซูลจาก Mighty

หากคุณเคยใช้ Mighty Plus มาก่อน แคปซูลสมุนไพรจาก Mighty สามารถนำมาใช้กับ Tinymight 2 ได้เช่นกัน โดยมีประโยชน์คือ:
• ช่วยควบคุมปริมาณสมุนไพรได้ดีขึ้น
• ช่วยให้ไอระเหยเย็นลงและไม่ระคายคอ

วิธีทำ: ใส่แคปซูล Mighty ลงในช่องของ Tinymight 2 และเลือกใช้ก้านแก้วแบบมีลูกปัดแก้วเพื่อเพิ่มการกระจายความร้อนให้สม่ำเสมอ

3. เลือกก้านแก้วที่เหมาะสม

ก้านแก้วที่มาพร้อมกับ Tinymight 2 อาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่าไอระเหยแรงเกินไป คำแนะนำคือ:
• เปลี่ยนไปใช้ก้านแก้วที่ยาวขึ้น หรือก้านแบบมี glass beads ช่วยให้ไอเย็นลง
• เพิ่มอุปกรณ์เสริม เช่น mouthpiece แก้ว เพื่อความสบายในการสูดไอ

4. โหมดการใช้งาน: On-Demand Mode

Tinymight 2 มีจุดเด่นคือ On-Demand Mode ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้เครื่องร้อนตลอดเวลา:
• กดปุ่มเมื่อพร้อมใช้งาน เครื่องจะทำความร้อนทันที
• ช่วยลดความร้อนสะสมในตัวเครื่องและทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ผู้ใช้หลายคนเห็นพ้องกันว่า On-Demand Mode เป็นโหมดที่ทำให้ Tinymight 2 ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

5. การควบคุมอุณหภูมิ

การปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้เครื่องร้อนเกินไป:
• ระดับที่แนะนำคือ 5-6 สำหรับการใช้งานทั่วไป
• หากต้องการไอระเหยที่เข้มข้นขึ้น ค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามต้องการ

สรุปคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ใช้งานจริง

1. พยายามใช้งาน Tinymight 2 กับ bong หรือ WPA เพื่อลดความร้อนและทำให้ไอระเหยนุ่มนวลขึ้น
2. ลองใช้แคปซูลจาก Mighty หรือปรับเปลี่ยนก้านแก้วเพื่อความสบายในการใช้งาน
3. เปิด On-Demand Mode เพื่อลดความร้อนสะสม
4. ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 5-6

 

 

หากคุณสามารถปรับตัวตามคำแนะนำเหล่านี้ได้ Tinymight 2 จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในโหมดระยะสั้นหรือการดึงไอระเหยแบบเข้มข้นตามสไตล์ที่คุณชอบ!

สั่งซื้อ TINYMIGHT 2 ได้แล้ววันนี้ ที่ Kondee420.com

Injector Vape Ball: นวัตกรรมที่เปลี่ยนประสบการณ์การอบสมุนไพรให้เหนือชั้น

Injector Vape Ball: นวัตกรรมที่เปลี่ยนประสบการณ์การอบสมุนไพรให้เหนือชั้น

Vape Ball คืออะไร?
Vape Ball คืออุปกรณ์อบสมุนไพรที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความร้อนและการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพร ลูกบอลที่ใช้ในเครื่องนี้ทำจากวัสดุพิเศษ เช่น รูบี้ (Ruby), แซฟไฟร์ (Sapphire) หรือ ควอตซ์ (Quartz) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเก็บและกระจายความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอ การใช้ลูกบอลเหล่านี้ช่วยให้การสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรมีคุณภาพสูง ทำให้ได้รสชาติและกลิ่นที่บริสุทธิ์และเข้มข้นมากขึ้น
หลักการทำงาน
เมื่ออุปกรณ์เปิดใช้งาน ลูกบอลจะได้รับความร้อนจากขดลวดไฟฟ้า และทำหน้าที่กระจายความร้อนเข้าสู่สมุนไพรในห้องอบ (Heating Chamber) ทำให้การสกัดสารสำคัญมีประสิทธิภาพ การกระจายความร้อนที่สม่ำเสมอช่วยให้สมุนไพรได้รับความร้อนทั่วถึง ลดการเผาไหม้ และทำให้ได้รสชาติที่ดีกว่า

ประเภทของ Vape Ball

ประเภทหลัก
1. แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Vape Ball)
– เหมาะสำหรับใช้งานที่บ้าน มีขนาดใหญ่ ให้พลังงานความร้อนสม่ำเสมอ
– การสกัดสารสำคัญมีความเข้มข้นสูง และสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ละเอียด
– เหมาะกับการใช้งานระยะยาว

2. แบบพกพา (Portable Vape Ball)
– ออกแบบมาเพื่อความสะดวก ใช้งานง่าย และพกพาได้
– ประสิทธิภาพอาจไม่เทียบเท่าแบบตั้งโต๊ะ แต่เหมาะสำหรับการใช้งานนอกสถานที่ เช่น YLL Halogen

ประเภทของเครื่องอบสมุนไพรแบบตั้งโต๊ะ

1. เครื่องอบแบบ Injector Ball Vape
– ใช้ความร้อนแบบ Convection โดยอากาศร้อนถูกฉีดผ่านลูกบอลในหัวคอยล์แล้วเข้าสู่สมุนไพรโดยตรง
ข้อดี:
1. รสชาติบริสุทธิ์ ลดการเผาไหม้
2. ควบคุมความร้อนได้มากกว่าระบบ Diffuser
3. สามารถปรับแต่งได้หลากหลาย เช่น เปลี่ยนหัวคอยล์หรือวัสดุของลูกบอล

4. สามารถทำความร้อนได้สูงกว่าแบบ Diffuser ส่วนใหญ่ทำความร้อนสูงสุด 999 F

ข้อเสีย:
1. ต้องรอให้ลูกบอลร้อนก่อนใช้งาน
2. คอยล์ร้อนอาจเกิดอันตรายหากสัมผัส

ตัวอย่างเครื่องอบสมุนไพรแบบนี้ ได้แก่ TIODW Set หรือ Mininail จาก Flower Wand

2. เครื่องอบแบบ Diffuser
– ใช้ความร้อนแบบไฮบริด (Convection + Conduction) โดยอากาศร้อนจากระบบไฟฟ้าด้านล่างจะสัมผัสกับพื้นผิวโลหะก่อนเข้าสู่สมุนไพร
ข้อดี:
1. สกัดสารสำคัญได้รวดเร็ว
2. กลิ่นดีเพราะความร้อนไม่สัมผัสสมุนไพรจนร้อนเกินไป

ข้อเสีย:
1. ควบคุมความร้อนได้น้อยกว่าระบบ Injector
2. ราคาเครื่องสูง
3. ไม่สามารถปรับแต่งได้

ตัวอย่างเครื่องอบสมุนไพรแบบนี้ ได้แก่ Volcano Hybrid, Arizer XQ2 หรือ Ditanium

หากต้องการเข้าใจระบบ Convection และ Conduction เพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ ความแตกต่างระหว่างระบบ Convection VS Conduction

ประสบการณ์การใช้งานจริง
“หลังจากลองใช้ Vape Ball แบบตั้งโต๊ะ รู้สึกถึงความแตกต่างในรสชาติที่หอมและคลีน โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ลูกบอลรูบี้ มันช่วยให้สัมผัสรสชาติของสมุนไพรในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน!”

เครื่องอบสมุนไพรทางการแพทย์แตกต่างจากการบริโภคสมุนไพรทางอื่นยังไง ?

เครื่องอบสมุนไพรทางการแพทย์แตกต่างจากการบริโภคสมุนไพรทางอื่นยังไง ?

แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการใช้ดอกกัญชาทางการแพทย์ผ่านเครื่องอบ

อุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยมีการอนุมัติให้สั่งจ่ายกัญชาทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2562 และจำนวนผู้ป่วยที่สามารถเข้าถึงการรักษานี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทยได้เริ่มนำกัญชาทางการแพทย์เข้ามาใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคลมชักในเด็กที่ดื้อยารักษา โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงการบรรเทาอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านคุณภาพชีวิต เช่น นอนไม่หลับและวิตกกังวล ยังได้รับประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์อีกด้วย ทำให้กัญชาทางการแพทย์กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญในกระบวนการรักษาผู้ป่วยในประเทศ

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์หลากหลายประเภทที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายได้ตามความเหมาะสมกับโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้รวมถึงน้ำมันกัญชา ชากัญชา และดอกกัญชาที่สามารถใช้กับเครื่องอบ โดยวิธีการอบและการชงชานับเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

เนื้อหา

  • การใช้เครื่องอบเทียบกับชาดอกกัญชา – วิธีการใดที่เหมาะสมที่สุด?
  • ประเภทของเครื่องอบ
  • การทำงานของเครื่องอบ
  • การอบกัญชาดีกว่าการสูบหรือไม่?
  • ประเภทของอุปกรณ์และวิธีการใช้งาน

การใช้เครื่องอบเทียบกับชาดอกกัญชา – วิธีการใดที่เหมาะสมที่สุด?

การตัดสินใจเลือกระหว่างการอบหรือการชงชาดอกกัญชาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาร่วมกับแพทย์ เนื่องจากมีข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างวิธีการทั้งสอง เช่น การเริ่มต้นออกฤทธิ์ ระยะเวลาของผล การดูดซึม และประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ของแคนนาบินอยด์

การทำงานของเครื่องอบ

เครื่องอบจะทำให้ดอกกัญชามีความร้อนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นและปล่อยสารแคนนาบินอยด์ สารที่ปล่อยออกมาจะสามารถถูกหายใจเข้าไปและมีผลทันทีภายในไม่กี่นาที เครื่องอบทางการแพทย์ที่ได้รับการอนุมัติจาก Storz & Bickel จะทำให้ดอกกัญชามีอุณหภูมิที่พอดี (โดยไม่ทำให้เกิดการเผาไหม้และผลพลอยได้ที่เป็นอันตราย) เพื่อให้ได้ผลสูงสุด

เมื่อใช้อุณหภูมิต่ำ ไอที่ได้จะมีแคนนาบินอยด์ในปริมาณต่ำ แต่จะมีเทอร์ปีนเป็นหลัก ซึ่งช่วยในการลดความเครียด ความวิตกกังวล และการนอนหลับ ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้น แคนนาบินอยด์ (THC และ CBD) จะเด่นชัดมากขึ้น ทำให้เกิดผลทางการแพทย์ที่ชัดเจนขึ้น

อุณหภูมิการอบของแคนนาบินอยด์หลัก
อุณหภูมิ (℃)
เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (THC) 157
แคนนาบิดิออล (CBD) 180

การอบกัญชาดีกว่าการสูบหรือไม่?

การสูบกัญชาไม่ได้รับการสนับสนุน การอบกัญชาเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการบรรเทาอาการอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แม้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับการอบกัญชาจะมีจำนวนจำกัด แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการอบมีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการสูบ

การศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่าผู้ใช้กัญชาที่มีปัญหาทางเดินหายใจหลังการสูบ พบว่าอาการดีขึ้นภายในหนึ่งเดือนหลังจากเปลี่ยนมาใช้เครื่องอบ อีกการศึกษาทดสอบความแตกต่างของสารที่หายใจเข้าไประหว่างการอบและการสูบ พบว่าไอที่ได้จากเครื่องอบคุณภาพสูงมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษามากกว่า ในขณะที่ควันจากการสูบกัญชามีสารพิษ โดยเฉพาะสารไพรีนและโพลีนิวเคลียร์อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)

นอกจากนี้ การอบยังมีประสิทธิภาพในการใช้กัญชามากขึ้น โดยการสูบจะทำให้สูญเสียสารประกอบทางการแพทย์ไปอย่างมาก ในขณะที่เครื่องอบคุณภาพสูงสามารถปลดปล่อยสารประกอบทางการแพทย์ได้มากกว่า 50% ของดอกกัญชา

ผู้ใช้ยังสามารถใช้ดอกกัญชาชุดเดิมในการอบหลายครั้งและปรับอุณหภูมิให้หลากหลายได้ตามความต้องการ

ประเภทของเครื่องอบ

เครื่องอบกัญชาทางการแพทย์เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะทางการแพทย์สำหรับการบริโภคดอกกัญชา การใช้เครื่องอบนี้เชื่อว่ามีความปลอดภัยและมีความรุนแรงต่อร่างกายน้อยกว่าการสูบกัญชา

เครื่องอบมีสองรูปแบบหลักที่ควรพิจารณา ได้แก่ แบบพกพาและแบบตั้งโต๊ะ (แบบอยู่กับที่) โดยเราแนะนำเครื่องอบทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายสองรุ่น ได้แก่ Storz & Bickel Mighty Medic+ และ Volcano

เครื่องอบทั้งสองรุ่นนี้ใช้กระบวนการให้ความร้อนที่ผสมผสานวิธีการนำความร้อนและการพาความร้อน เพื่อให้เกิดการอบที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่การใช้งานครั้งแรก อย่างไรก็ตาม Volcano ยังสามารถใช้ร่วมกับสารสกัดเหลวได้ด้วย

 

mighty

ขั้นตอนการใช้ดอกกัญชาทางการแพทย์กับเครื่องอบ

– เตรียมดอกกัญชา: บดดอกกัญชาให้มีความละเอียดสม่ำเสมอ เพื่อให้การอบมีประสิทธิภาพ
– บรรจุในเครื่องอบ:ใส่ดอกกัญชาที่บดแล้วลงในช่องบรรจุของเครื่องอบตามคำแนะนำ
– ตั้งอุณหภูมิ: ตั้งอุณหภูมิที่ต้องการ อุณหภูมิต่ำระหว่าง 160-180℃ จะปล่อยเทอร์ปีนออกมามากกว่าและแคนนาบินอยด์น้อย เหมาะสำหรับลดความเครียดหรือช่วยในการนอนหลับ ขณะที่อุณหภูมิสูงระหว่าง 180-220℃ จะปล่อย THC และ CBD ในปริมาณมากเพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ชัดเจน
– การใช้งาน: เมื่อเครื่องอบถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้ว ให้รับไอผ่านปากของเครื่อง เริ่มจากปริมาณน้อยและค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการ
– การทำความสะอาดและบำรุงรักษา: ทำความสะอาดเครื่องอบเป็นประจำตามคำแนะนำของผู้ผลิตเพื่อให้เครื่องทำงานได้ดีและมีอายุการใช้งานยาวนาน

การทำความเข้าใจเรื่องการดูดซึมและผลกระทบของการอบเทียบกับวิธีอื่นๆ

การดูดซึมหมายถึงเปอร์เซ็นต์ของแคนนาบินอยด์ที่สามารถเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตและทำให้เกิดผลการรักษา การอบให้การดูดซึมที่สูงกว่าวิธีการกินโดยตรง เมื่อกัญชาถูกอบ สารแคนนาบินอยด์จะถูกดูดซึมผ่านปอดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที

การศึกษาในปี 2007 ที่เปรียบเทียบการสูบกัญชากับการอบโดยใช้ Volcano พบว่าการดูดซึมแคนนาบินอยด์ผ่านการอบโดยใช้ Volcano และ Mighty Medic อยู่ระหว่าง 29% ถึง 35% ซึ่งสูงกว่าการกินซึ่งคาดว่ามีการดูดซึมต่ำกว่า 15%

แหล่งที่มา

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

กัญชาทางการแพทย์และน้ำมัน CBD ยังคงเป็นยาที่ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีหลักฐานยืนยันผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยานี้ นอกจาก Sativex แพทย์หลายคนยังไม่สั่งจ่ายยากัญชา บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่ได้มีเจตนาที่จะแนะนำว่ากัญชาทางการแพทย์สามารถใช้รักษาโรคใด ๆ โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณ

Pax Mini กับ Pax Plus ต่างกันยังไง ?

Pax Mini กับ Pax Plus ต่างกันยังไง ?

เครื่องอบแต่ละตัวในตลาดมีจุดเด่นแตกต่างกัน ทั้งฟังค์ชั่น และดีไซน์ วันนี้เราจะเปรียบเทียบ 2 รุ่นจากค่าย Pax Labs คือตัว Pax Mini และ Pax Plus

เริ่มต้นที่ภาพรวม ในส่วนของ Pax Mini นั้นเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการใช้งานและการออกแบบที่โดนเด่น เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้เครื่องอบ หรือผู้ที่ต้องการตัวพกพาขนาดเล็ก โดยขนาดของ Pax Mini จะยาวแค่ 10 ซม. พกพาได้ทุกที่ แต่ด้วยขนาดห้องอบที่เล็กกว่า Pax Plus ทำให้ Pax Mini สามารถบรรจุสมุนไพรได้ 0.25 กรัม

 

และด้วยการที่ตัวเครื่อง Pax Mini นั้นจะปรับอุณหภูมิเองอัตโนมัติ  จะทำให้ไม่สามารถปรับฟังค์ชั่นความร้อนได้เหมือน Pax Plus ทำให้เรื่องกลิ่นและควันอาจจะควบคุมยากกว่าตัว Pax Plus ที่สามารถเลือกฟังค์ชั่นการใช้งานได้ 4 ระดับตามความต้องการ

 

โดยฟังค์ชั่นที่ Pax Plus สามารถปรับอุณหภูมิได้ สามารถปรับได้ 4 ระดับ ดังนี้

1. Stealth Mode (182°C): ลดปริมาณควันน้อยสุด
2. Efficiency Mode (193°C): เหมาะสำหรับการพักผ่อน
3. Flavor Mode (204°C): เหมาะสำหรับกลิ่นที่ดี หรือ ตัว Concentrate
4. Boost Mode (215°C): โหมดควันเยอะสุด

 

แบตเตอรี่ และการใช้งาน

ทั้ง 2 รุ่นใช้แบตเตอรี่ 18650 ที่ให้ความจุประมาน 3,000 mAh ซึ่งทำให้ Pax Mini มีอายุการใช้งานต่อรอบนานกว่าเล็กน้อย โดย Pax Plus จะสามารถใช้งานได้ประมาน 15 รอบต่อการชาร์จ หรือประมาน 80 นาที ในส่วนของการชาร์จทั้งสองรุ่นชาร์จระบบ Micro-USB

 

ขนาดและดีไซน์
ขนาดของ Pax Plus จะใหญ่กว่าเล็กน้อย โดยขนาดอยู่ที่ 9.8 cm x 3.1 cm x 2.1 cm และหนัก 93 กรัม ขณะที่ Pax Mini มีขนาดอยู่ที่ 8.6 cm x 2.5 cm x 1.8 cm และน้ำหนัก 70 กรัม ในส่วนของการออกแบบ ทั่งสองรูปร่างคล้ายกันมาก สวยงามตามสไตล์ PAX แต่ถ้าเรื่องความสะดวกในการพกพาต้องยกให้ PAX Mini เพราะจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ

การใช้งานแน่นอน Pax Plus ย่อมดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Pax Mini โดยเฉพาะยิ่งในส่วนของโหมดต่างๆที่ปรับได้ และเมื่อเทียบกับการเพิ่งงบอีกเพียง 3-4,000 ก็ได้ฟังค์ชั่นครบ แต่ถ้าหากมองในแง่ของท่านใดที่ต้องการเพียงการลองประสบการณ์อบสมุนไพรจากเครื่อง PAX นั้น Pax Mini ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะราคาที่ประหยัดกว่า และถ้าหากมองเรื่องขนาดอีกด้วย Pax Mini คือตัวที่ตอบโจทย์แน่นอน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

สำหรับ Pax Mini อุปกรณ์จะมีเพียงแค่ตัวเครื่อง Pax Mini และสายชาร์จกับแปรงทำความสะอาด แต่ถ้าในส่วนของ Pax Plus นั้น สามารถเลือกได้ว่าต้องการเป็นตัว Starter Set หรือ Complete Set โดยตัว Complete Set จะมีอุปกรณ์สำหรับใช้ร่วมกับ Concentrate ครบภายในกล่อง

โดยภาพรวมสำหรับทั้ง 2 รุ่นนั้นเป็นรุ่นที่เหมาะสมกับกลุ่มความต้องการที่แตกต่างกัน หากท่านกำลังมองหาเครื่องอบดีไซน์สวยงามและมีขนาดเล็กกระทัดลัด พกพาสะดวก โดยไม่ค่อยต้องการความแตกต่างในการใช้งานมากเพราะฟังค์ชั่นที่ทำความร้อนอัตโนมัติ ทำให้การปรับใช้งานความร้อนฟังค์ชั่นต่างๆไม่ได้มีมา แต่ด้วยราคาไม่ถึง 5,000 บาท Pax Mini ก็ถือเป็นอีก 1 รุ่นที่น่าสนใจ

แต่ถ้าหากท่านต้องการใช้งานฟังค์ชั่นความร้อนต่างๆ และต้องการใช้ร่วมกับ Concentrate นั้น PAX PLUS ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะสามารถปรับความร้อนต้องฟังค์ชั่นทั้ง 4 ระดับ และมีอุปกรณ์เสริมสำหรับ Concentrate มาในตัว และขนาดก็ถือว่ามไม่ได้ใหญ่กว่า PAX MINI เท่าไหน่ หากต้องการครบจบเพิ่มอีกนิด PAX PLUS ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี

โดยทั้ง 2 รุ่นทาง Kondee’s 420 มีจำหน่ายด้านล่างเลยจ้า

Home
Account
Cart
Search