by Kondee420 | Feb 26, 2026 | Dry Herb Vaporizer
Storz&Bickel – Venty หากพูดถึงเครื่องอบสมุนไพรที่เป็นหนึ่งตัวที่ดีที่สุด ต้องยกให้กับ Venty ของ Storz&Bickel ที่เป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมระบบ Mini-Heat ช่วยให้สามารถใช้สมุนไพรต่อรอบได้นานขึ้น
ด้วยเทคโนโลยีระบบใหม่ของ Venty ที่จะความร้อนเป็นช่วงๆ ช่วยทำให้สมุนไพรไหม้ช้าลงกว่าการทำความร้อนแบบต่อเนื่อง ซึ่งต่อหนึ่งรอบสามารถสูบได้ 15-20 ครั้ง อีกทั้งยังนุ่มมากๆ ต่างจากรุ่นก่อนๆอย่างพวก Mighty+ หรือ Crafty ที่จะได้ไม่เกิน 10 ครั้งต่อ 1 รอบและควันจะแรงกว่านอกจากนี้หัวคูลลิ่งยังถูกออกแบบมาใหม่เพื่อให้รับลมได้สูงสุดถึง 20 ลิตร ซึ่งทำให้ตัวเครื่องสร้างควันได้มากกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น แต่ก็ต้อมรับถึงข้อเสียของระบบนี้ที่ทักจะเจอปัญหาระบบรวน แต่หลังๆมาปัญหานี่เริ่มหมดหายไปแต่ถ้าทันใดเจอปัญหานี้ก็รับเครื่องใหม่ไปเลย
ด้านความไว Venty ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถทำความร้อนจาก 40 องศาเซลเซียส ถึง 210 องศาเซลเซียสได้ในระยะเวลาเพียง 20 วินาที โดยความร้อนสูงสุด 210 องศาเซลเซียส และเครื่องสามารถปรับอุณหภูมิได้แบบทำเซลเซียสและฟาเรนไฮต์ โดยแต่ละรอบการใช้งาน Venty จะอยู่ที่ประมาน 8-10 นาทีก่อนเครื่องจะหยุดทำความร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แค่ 2-3 นาทีเราก็หยุดแล้ว จึงเพียงพอมากๆ แบตเตอรี่มาแบบ Build-In ในตัวไม่สามารถเปลี่ยนได้แต่ แล้วใช้เวลาแบตเตอรี่จาก 0-80 % ในเวลา 40 นาที ด้วยการชาร์จแบบพอร์ท USB-C ซึ่งต่อรอบการชาร์จจะสามารถใช้งาน Venty ได้ประมาน 10-15 รอบ
ด้านระบบการสั่งงานมาพร้อมหน้าจอสั่งงานมีทั้งพร้อมปุ่มปรับอุณหภูมิและปุ่มเปิดปิดเครื่องด้านข้าง ช่วยให้ปรับอุณหภูมิได้ง่าย แต่ข้อเสียของปุ่มของ Venty คือจะเป็นแบบ Soft Touch ทำให้อาจจะมีปัญหาปุ่มหยุบถ้ากดแรงๆเพลินๆ นอกจากนี้อีกหนึ่งข้อดีของเวนตี้คือสามารถปรับผ่านอุปกรณ์สื่อสารทั้งแทบเลต,สมาร์ทโฟน หรือ คอมพิวเตอร์ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธได้อีกด้วย
ด้านอุปกรณ์เสริมหลักๆที่ขอแนะนำคือสายต่อบ้อง ในที่นี่เราได้ดัดแปลงสายต่อจากรุ่นอื่นมา ซึ่งสามารถทำควันได้ดีกว่าแบบปักหัวเพราะมันจะทำให้ควันผ่านคูลลิ่งเดิมของ Venty ที่ทำให้ได้ควันที่นุ่มและกลิ่นที่ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีพวกแคปซูลที่แนะนำถ้าใครชอบให้เครื่องสะอาด รวมถึงสะดวกต่อการใช้งานในการเปลี่ยนสมุนไพรระหว่างรอบ โดยแคปซูลมีขายทั้งแบบเป็นในพวงกุญแจ 4 อัน หรือเปนแบบแม็กกาซีน 8 อัน หรือก็สามาถซื้อยกกล่อง 40 ชิ้นได้เช่นกัน โดยถ้าหากต้องแพคแคปซูลเยอะๆก็มีชุดแพคแคปซูลอย่าง Filling set ที่สามารถโหลดพร้อมกันได้ถึง 40 แคปซูลในเวลาเดียว นอกจากแคปซูลอยากแนะนกระเป๋าเก็บที่เหมาะแก่การพกพา สะดวก กลิ่นไม่ลั่น รบกวนแน่นอน
ส่วนของราคา Venty จะอยู่ที่ 17,500 บาท รับประกัน 3 ปี ซึ่งสามารถเคลมได้ที่ร้านคนดี 420 ได้เลยหากมีปัญหา และหากต้องการให้รีวิวมุมอื่นๆของเวนตี้มุมไหนสามารถสอบถามกันเข้ามาได้นะครับ
by Kondee420 | Feb 25, 2026 | Dry Herb Vaporizer
วันนี้คนดีรีวิว ขอมารีวิวต่อกับเครื่องอบสมุนไพรสาย Conduction อย่างรุ่น XMAX Starry 4
โดยเครื่องรุ่น XMAX Starry 4 อย่างที่เกริ่นออกไปว่าเป็นระบบ Conduction ทำให้ตัวเครื่องมีข้อดีอย่างแรกคือการทำความร้อนที่ไวกว่ารุ่นอื่นๆ ในราคาประมาน 3-4 พันบาท การทำความร้อนแบบนี้ผนังห้องอบจะทำความร้อนเองเลยต่างจากระบบ Convection ที่จะทำความร้อนจากด้านนอกห้องอบ ทำให้รุ่น XMAX Starry 4 ได้ความร้อนที่ไวกว่ารุ่นอื่นๆ
แต่ข้อเสียของระบบนี้คือการที่ความร้อนจะไม่กระจายตัว ความร้อนจะสะสมอยู่ที่ผนังห้องอบ ทำให้สมุนไพรที่อยู่ติดผนังห้องอบมีการร้อนที่ไวกว่าส่วนที่ไม่โดนผนังห้องอบ โดยผู้ใช้งานอาจจะต้องเปิดห้องอบมาเขี่ยๆให้สมุนไพรด้านในไปอยุ่ด้านนอกบ้างระหว่างการใช้งานเมื่อรู้สึกกลิ่นค่อนข้างไหม้ จะทำให้ใช้งานสมุนไพรชุดนั้นได้นานขึ้น
ในส่วนของฟังค์ชั่นการใช้งานของ XMAX Starry 4 นั้น ตัวเครื่องสามารถทำความร้อนได้สูงสุดถึง 250 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาหลังจากเปิดเครื่องจนถึงความร้อนสูงสุดได้ใน 35 วินาที และสามาถทำความร้อนได้ต่ำสุด 100 องศาเซลเซียส ซึ่งมากเกินพอที่จะทำให้สมุนไพรออกฤทธิ์ ระบบทำความร้อนมาทั้งระบบ Session ที่สามารถได้สูงสุดถึง 10 นาที โดยเลือกได้ 4,6 และ 10 นาทีต่อ 1 รอบการใช้งาน หรือ ใครสะดวกแบบระบบ On Demand กดแล้วร้อนก็มีฟังค์ชั่นนี้เช่นกัน
จุดเด่นอีกจุดนึงของ Starry4 คือหัวคูลลิ่งแบบอลูมิเนียมเคลือบเซอร์โคเนียม ทำให้ได้ควันที่เย็นและกลิ่นที่ดีกว่ารุ่นอื่นๆ และยังแข็งมากๆ ส่วนตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมเกรดพรีเมี่ยม ที่ทนทานมากๆ และห้องอบนั้นทำจากเซลามิคเช่นเดียวกับหลายๆรุ่นในราคาช่วงนี้ อีกไฮไลต์ของตัวเครื่อง Xmax Starry4 นั้นสามารถปรับปริมาณลมเข้าได้ซึ่งฟังค์ชั่นนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานควบคุมปริมานลมที่สามารถทำให้ควันมากน้อยตามไปด้วย
Xmax Starry 4 หน้าจอเป็นแบบ OLED แสดงค่าชัดเจน มาพร้อมแบตเตอรี่ 18650 ความจุ 2550mAh ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่ายๆ การชาร์จแบบ USB-C และสามารถใช้งานระหว่างชาร์จได้ด้วยฟังค์ชั่น Pass-Through
ในส่วนของแต่งและอุปกรณ์เสริม XMAX Starry 4 นั้นก็สามารถต่อเข้ากับบ้องได้ หรือ ต่อ Bubbler ก็ได้เช่นกัน ละก็มีแคปซูลที่สามารถใส่เตรียมสมุนไพรไว้ใล้ระหว่างวัน รวมถึงปลอกซิลิโคนซึ่งขอแนะนำเลยตัวปลอกซิลิโคนเพราะตัวเครื่องถ้าทำไฟสูงสุด 240 องศาเซลเซียสจะค่อนข้างร้อนเลยมีเดียว
โดยสรุปจุดเด่นข้อดีข้อเสียของ Xmax Starry 4 นั้นเป็นเครื่องอบสมุนไพรราคา 3-4000 ที่ทำออกมาได้พรีเมี่ยมมากๆ ตัวเครื่องแข็งแรง ทนทาน ปรับลมได้ ทำไฟได้สูงถึง 240 องศาเซลเซียส แต่ก็ตามมาด้วยข้อเสียของตัวเครื่องที่จะค่อนข้างร้อนและของแต่งเสริมน้อยกว่ารุ่น Xmax V3 Pro แต่โดยรวม ถ้าเป็นคนใช้งานแบบเน้นควันไว สูบไม่กี่คำ ไม่เน้นกลิ่นมาก แต่เน้นการใช้งานที่ง่าย XMAX Starry 4 เป็นอีกรุ่นที่เราขอแนะนำ
by Kondee420 | Feb 24, 2026 | Dry Herb Vaporizer
XMAX V3 Pro คือเครื่องอบสมุนไพรรุ่นใหม่ล่าสุดจาก
แบรนด์ XMAX ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม ในบทความนี้เราจะมารีวิว XMAX V3 Pro แบบสรุปทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นข้อดี ข้อเสีย วิธีการใช้งาน และการดูแลรักษา เพื่อให้คุณได้ข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ
XMAX V3 Pro มาพร้อมฟีเจอร์ที่น่าประทับใจมากมาย ทั้งระบบทำความร้อนแบบ Conduction ที่ให้ไอระเหยที่สม่ำเสมอและมีคุณภาพดี ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้พกพาสะดวก มีขนาดกะทัดรัด และมีน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในบ้านและนอกสถานที่
ข้อดีของ XMAX V3 Pro ได้แก่ การควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ สามารถปรับได้ตั้งแต่ 40 ถึง 230 องศาเซลเซียส แบตเตอรี่ที่มีความจุสูงให้การใช้งานได้นานหลายชั่วโมง และหน้าจอดิจิตอลที่อ่านง่าย นอกจากนี้ยังมีระบบทำความสะอาดที่ง่ายดาย ทำให้การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก
สำหรับข้อเสียของ XMAX V3 Pro นั้นมีเพียงเล็กน้อย เช่น ราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นในตลาด และระยะเวลาในการอุ่นเครื่องที่ใช้เวลาสักเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม คุณภาพของไอระเหยที่ได้นั้นคุ้มค่ากับราคา
วิธีการใช้งาน XMAX V3 Pro เริ่มต้นด้วยการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม จากนั้นบรรจุสมุนไพรลงในห้องอบ ตั้งอุณหภูมิที่ต้องการ และรอให้เครื่องอุ่นก่อนใช้งาน สำหรับการดูแลรักษา ควรทำความสะอาดเป็นประจำหลังการใช้งานทุกครั้งเพื่อยืดอายุการใช้งาน
สนใจสั่งซื้อ XMAX V3 Pro หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องอบสมุนไพรรุ่นอื่นๆ สามารถเข้าชมได้ที่ร้าน Kondee420
by Kondee420 | Dec 30, 2025 | บทความ & เปรียบเทียบ
เครื่องอบสมุนไพร ปี 2025 ถือเป็นปีทองสำหรับเครื่องอบสมุนไพร Vaporizer เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลมาก ทั้งเรื่องความเร็วในการทำความร้อน ความเสถียรของรสชาติ และงานศิลปะ
การเลือกซื้อเครื่องอบสมุนไพร (Dry Herb Vaporizer) ในปี 2025 นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ทำให้ร้อน” อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของ Experience หรือประสบการณ์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการทำความร้อนที่ระดับ “วินาที” หรือระบบ Airflow ที่ออกแบบมาให้เข้ากับการหายใจของมนุษย์
ทางทีมงาน Kondee420 ได้ทำการทดสอบและคัดเลือก 5 รุ่นเครื่องอบสมุนไพรที่เป็น “ที่สุด” ของแต่ละสาย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า รุ่นไหนเป็นเครื่องอบสมุนไพรที่เหมาะสมกับคุณที่สุด เครื่องอบสมุนไพรแต่ละรุ่นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มีความต้องการต่างกัน
01. Limelight Frolic (Thermal Extractor)
ตำแหน่ง: เครื่องอบสมุนไพร Ultra High-End (ที่สุดแห่งงานศิลป์)
หากคุณมองว่า Vaporizer คือเครื่องใช้ไฟฟ้าพลาสติกทั่วไป เครื่องอบสมุนไพร Limelight Frolic จากเซอร์เบียจะเปลี่ยนโลกทัศน์ของคุณทันที นี่ไม่ใช่แค่เครื่องอบสมุนไพร แต่คือ “High-End Thermal Extractor” ที่สร้างขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกับงานศิลปะระดับโลก (World-Class Craftsmanship)
ทำไมเครื่องอบสมุนไพร Limelight Frolic ต้องเป็นอันดับ 1?
เพราะ Frolic คือการบรรจบกันของ “วิศวกรรม” และ “สุนทรียศาสตร์” โครงสร้างแบบ Unibody ถูกกลึงขึ้นรูป (CNC Machined) จากวัสดุเกรดอวกาศอย่าง Ultem และ PEEK ทั้งก้อน ไร้รอยต่อ ให้ความทนทานต่อความร้อนเป็นเลิศ น้ำหนักเบา และมอบสัมผัสที่หรูหราแบบที่พลาสติกของเครื่องอบสมุนไพรทำไม่ได้
? 120W CTS Heater
ขุมพลังสแตนเลสสตีลที่ทรงพลังที่สุดในคลาส ร้อนไวใน 5 วินาที จ่ายไฟนิ่งกริบ รีดกลิ่น Terpenes ได้หวานฉ่ำและชัดเจนระดับ 4K
? Ultimate Airflow
อิสระที่คุณเลือกได้ ปรับลมละเอียด 0-25 ลิตร/นาที (L/min) ผ่าน Drip Tip จะเอาแน่น (MTL) หรือโล่ง (DL) ก็ทำได้ดั่งใจ
? 21700 Battery
ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยแบตเตอรี่ 21700 ที่จุไฟเยอะกว่าและจ่ายกระแสได้แรงกว่า 18650 ทั่วไป รองรับการใช้งานหนักได้สบาย
?️ Hybrid Heating
ผสานระบบ Conduction และ Convection อย่างลงตัว ทำให้สมุนไพรสุกทั่วถึงโดยไม่ต้องคนบ่อย
เครื่องอบสมุนไพร Limelight Frolic นี่คือ “Endgame” ของนักสะสมตัวจริง ไม่ใช่แค่ซื้อมาใช้ แต่คือการซื้อ “ประสบการณ์” ที่เหนือกว่าทุกระดับที่คุณเคยสัมผัส
? เหมาะกับใคร? นักสะสม (Collector) และผู้ที่เสพสุนทรียะของรสชาติ (Flavor Chaser) ที่ต้องการความเป็นที่สุดทั้งดีไซน์และประสิทธิภาพของเครื่องอบสมุนไพร โดยไม่เกี่ยงงบประมาณ
02. Tinymight 2 (Purple Heart)
ตำแหน่ง: เครื่องอบสมุนไพร Heavy Hitter (ตัวจบสายกระแทก)
by Kondee420 | Dec 1, 2025 | บทความ & เปรียบเทียบ
เมื่อไม่นานมานี้ ทาง PAX Labs ได้ทำการอัปเกรดน้องเล็กสุดของค่ายอย่าง Pax Mini ขึ้นมาใหม่เงียบๆ ซึ่งสร้างความสับสนให้ผู้ใช้พอสมควรเพราะหน้าตาภายนอกแทบจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ “ไส้ใน” และฟีเจอร์การใช้งานเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญครับ
บทความนี้จะสรุปให้ชัดเจนว่า “ตัวใหม่” (New Edition 2025) ดีกว่า “ตัวเก่า” (Original 2022) อย่างไร และมีจุดไหนที่อาจจะด้อยลงบ้าง เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ
ตารางเปรียบเทียบสเปก (Key Specs Comparison)
| หัวข้อเปรียบเทียบ |
Pax Mini (รุ่นเก่า / 2022) |
All New Pax Mini (รุ่นใหม่ / 2025) |
| ขนาดห้องอบ (Oven Size) |
0.25g (เล็ก, เหมาะกับคนเดียว) |
0.5g (ใหญ่ขึ้น 2 เท่า, เท่ารุ่น Plus) |
| การปรับความร้อน |
1 โหมด (Auto Smart Path) |
4 โหมด (ตั้งค่าอุณหภูมิได้) |
| ระบบสั่น (Haptic Feedback) |
ไม่มี (ดูไฟ LED อย่างเดียว) |
มี (สั่นเตือนเมื่อพร้อมสูบ) |
| แบตเตอรี่ (ใช้งานต่อเนื่อง) |
ประมาณ 80-100 นาที |
ประมาณ 60 นาที (น้อยลง) |
| ความจุแบตเตอรี่ |
~3000 mAh |
~3000 mAh (กินไฟกว่าจากฟีเจอร์ที่เพิ่ม) |
| อุปกรณ์เสริมในกล่อง |
ฝาปิดธรรมดา |
มาพร้อม Half-pack Lid (ฝาดันครึ่ง) |
| ราคาเปิดตัว |
~$125 USD (ถูกกว่า) |
~$150 USD (แพงขึ้นเล็กน้อย) |
เจาะลึกความเปลี่ยนแปลง: อะไรที่ “ว้าว” ขึ้น?
1. ห้องอบ (Oven) ที่ใหญ่ขึ้นและยืดหยุ่นกว่า
- รุ่นเก่า: บังคับใส่สมุนไพรได้น้อย (0.25g) เพราะห้องอบตื้น เหมาะสำหรับการสูบคนเดียว (Microdosing) เท่านั้น ถ้าอยากสูบหนักๆ จะทำไม่ได้
- รุ่นใหม่: ขยายห้องอบกลับมาเป็นขนาดมาตรฐาน (0.5g) เหมือนรุ่นพี่ (Pax Plus/Pax 3) ทำให้ใส่ของได้เยอะขึ้น แต่ทีเด็ดคือ แถมฝา Half-pack Lid มาให้ ทำให้คุณเลือกได้ว่าจะใส่เต็มแม็กซ์ (0.5g) หรือใส่ครึ่งเดียว (0.25g) ก็ได้ตามใจชอบ เป็นการอัปเกรดที่ดีที่สุดของรุ่นนี้ครับ
2. ควบคุมอุณหภูมิได้แล้ว (Temperature Control)
รุ่นเก่า: มีแค่โหมดเดียว (กดปุ่มแล้วสูบเลย) เครื่องจะค่อยๆ ไล่ความร้อนให้อัตโนมัติ ข้อดีคือง่าย แต่ข้อเสียคือคุณเลือกฟีลลิ่งไม่ได้ (อยากได้ควันเยอะ หรือกลิ่นชัด ก็ปรับไม่ได้)
รุ่นใหม่: ให้มา 4 โหมดความร้อน เหมือนรุ่นใหญ่ (Pax Plus):
- Stealth/Flavor: ความร้อนต่ำ เน้นกลิ่น ควันน้อย
- Efficiency: ความร้อนกลางๆ
- Boost: ความร้อนสูง เน้นควันหนัก
สิ่งนี้ทำให้ Pax Mini ตัวใหม่ ไม่ใช่แค่ “ของเล่นมือใหม่” อีกต่อไป แต่ตอบโจทย์คนที่ชอบปรับแต่งฟีลการสูบได้ด้วย
3. ระบบสั่น (Haptic Feedback) กลับมาแล้ว
- รุ่นเก่า: ไม่มีระบบสั่น คุณต้องคอยจ้องไฟ LED ว่าเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือยัง ซึ่งไม่สะดวกเวลาถือเดินไปมาหรืออยู่ในที่มืด
- รุ่นใหม่: เครื่องจะ “สั่น” เตือนเมื่อทำความร้อนเสร็จพร้อมสูบ ซึ่งเป็นฟีเจอร์พื้นฐานที่ควรมีมานานแล้ว
สรุป: ควรซื้อรุ่นไหน?
เลือก Pax Mini รุ่นใหม่ (2025) ถ้า…
- คุณต้องการความคุ้มค่าแบบ “ตัวเดียวจบ” เพราะห้องอบปรับขนาดได้ (0.25g หรือ 0.5g)
- คุณอยากปรับความร้อนได้เอง (ชอบควันเยอะบ้าง น้อยบ้าง)
- คุณชอบฟีเจอร์สั่นเตือน (Haptic Feedback) เพื่อความสะดวก
- งบประมาณไม่ใช่ปัญหา (แพงกว่าเล็กน้อย)
เลือก Pax Mini รุ่นเก่า (2022) ถ้า…
- คุณเน้น Microdosing (สูบน้อยๆ คนเดียว) เป็นหลักอยู่แล้ว ห้องอบเล็ก 0.25g เพียงพอสำหรับคุณ
- คุณชอบความง่ายที่สุด กดปุ่มเดียวแล้วสูบเลย ไม่ต้องคิดเยอะ
- คุณหาซื้อมือหนึ่งหรือมือสองได้ในราคาที่ “ถูกกว่ามาก” (เพราะตกรุ่นแล้ว)
คำแนะนำจาก Kondee:
หากคุณกำลังจะซื้อใหม่และราคาต่างกันไม่มาก แนะนำให้ไปเล่น “ตัวใหม่” (2025) ครับ เพราะการได้ห้องอบขนาดใหญ่พร้อมฝา Half-pack และปรับไฟได้ 4 ระดับ ถือเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของรุ่นเก่าได้เกือบทั้งหมด ทำให้มันกลายเป็น Pax ที่คุ้มค่าและพกพาง่ายที่สุดในตอนนี้ครับ
? สนใจรุ่นไหน? เลือกซื้อได้เลย