Arizer Solo III vs Solo III V2.0 – อัปเกรดใหม่ คุ้มไหม? รุ่นไหนเหมาะกับคุณ?

Arizer Solo III vs Solo III V2.0 – อัปเกรดใหม่ คุ้มไหม? รุ่นไหนเหมาะกับคุณ?

ถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องอบสมุนไพรแบบพกพาคุณภาพสูง Arizer Solo III คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในตลาด และตอนนี้ก็มีรุ่นใหม่ Arizer Solo III V2.0 ที่อัปเกรดฟีเจอร์ให้ใช้งานสะดวกขึ้น โดยยังคงจุดแข็งเดิมเอาไว้ครบถ้วน

บทความนี้จะพาคุณ:

  • เปรียบเทียบ Solo III รุ่นเดิม vs V2.0 แบบชัดเจน
  • เจาะลึกฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดของ Solo III V2.0
  • แนะนำว่ารุ่นไหนเหมาะกับคุณที่สุด

เปรียบเทียบ Solo III กับ Solo III V2.0 แบบชัด ๆ

คุณสมบัติSolo III รุ่นเดิมSolo III V2.0
พอร์ตชาร์จหัวเฉพาะของ ArizerUSB-C PD (ชาร์จเร็ว)
ล็อกหน้าจอปิดไม่ได้ปิดได้จากเมนู
โปรไฟล์ On-Demand5 แบบ3 แบบ (ใช้ง่ายกว่า)
หน้าจอดำ-ขาวขาว-เขียว อ่านง่าย
Residual Heat Meterไม่มีมี แสดงความร้อนที่ค้าง
รองรับ water pipeได้ได้ + หน้าจอกลับอัตโนมัติ
เวลาการใช้งานแบตฯ~120 นาทีสูงสุด ~180 นาที
ความคุ้มค่า✅ ราคาดี✅ ความสะดวกจัดเต็ม

ดีไซน์ใหม่ สี Sea of Green – สวย เด่น ใช้งานง่ายขึ้น

Solo 3 V2.0 มาพร้อมสีใหม่ “Sea of Green” ให้ความรู้สึกทันสมัยและอ่านค่าหน้าจอได้ง่ายกว่าสี Intergalactic รุ่นเดิม พร้อมเปลี่ยนพื้นหลังหน้าจอเป็นขาว-เขียว ทำให้ดูสะอาดตาขึ้นอย่างชัดเจน

Arizer Solo III V2.0 Sea of Green

USB-C PD ชาร์จเร็ว + ใช้งานระหว่างชาร์จได้

การเปลี่ยนเป็นพอร์ต USB-C PD ช่วยให้ใช้งานสะดวกกว่าเดิมมาก สามารถใช้ที่ชาร์จทั่วไปหรือ power bank ได้ และยังรองรับ pass-through charging คือ ชาร์จไป ใช้งานไปได้ทันที

ระบบทำความร้อนทันใจ พร้อมเลือกโหมดใช้งานได้

Solo III V2.0 รองรับทั้งโหมด:

  • Session Mode – อบยาวแบบต่อเนื่อง
  • On-Demand Mode – ใช้เฉพาะจังหวะที่ต้องการ

อุ่นเครื่องเร็วเพียง 5 วินาที ไอก็เริ่มออกทันที

ฟีเจอร์ใหม่ที่เน้น “ใช้งานจริง”

  • เปิด/ปิด Lock Screen ได้ตามต้องการ
  • หน้าจอกลับอัตโนมัติเมื่อเสียบกับ water pipe
  • ปรับเวลา session ได้ทันที (5, 10 หรือ 15 นาที)
  • มี Residual Heat Meter บอกความร้อนที่ค้างในเตา

อินเทอร์เฟซปรับใหม่ ใช้ง่ายขึ้น

เมนูปรับปรุงใหม่ ใช้งานง่าย ลดการกดหลายครั้ง พร้อมพรีเซ็ตได้ 3 แบบ แยกตามโหมด:

  • Session Mode: ตั้งอุณหภูมิ
  • On-Demand Mode: ตั้งอุณหภูมิ + เวลา

คุณภาพไอระดับพรีเมียม – กลิ่นชัด ไอหนา

  • ระบบ glass pod เหมือนเดิม สมุนไพรไม่สัมผัสโลหะ
  • ให้ไอสะอาด รสชาติชัดเจน ไม่ไหม้
  • เตาออกแบบใหม่: ร้อนเร็ว ไหลแรง ใช้กับท่อน้ำได้สบาย

แนะนำ: ใช้กับ water pipe ที่อุณหภูมิ 410°F ขึ้นไป เพื่อไอที่แน่นและยังได้รสครบ

อุปกรณ์เสริมในกล่อง – ครบพร้อมใช้งาน

  • หลอดแก้วขนาดปกติ + ขนาด XL
  • ข้อต่อ water pipe หลากขนาด
  • แปรงทำความสะอาด, สายชาร์จ และอุปกรณ์พื้นฐานครบชุด

สรุป: Arizer Solo III V2.0 – อัปเกรดเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนประสบการณ์ใหญ่

ถ้าคุณใช้ Solo III รุ่นเดิมอยู่ แล้วอยากได้ความสะดวกเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีใช้งานเดิม V2.0 คือคำตอบ

และถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องอบระดับพรีเมียม ใช้งานง่าย ไอรสดี และคุ้มค่าในระยะยาว Arizer Solo III V2.0 ก็ตอบโจทย์ครบถ้วน

พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่
www.kondee420.com

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

เปรียบเทียบเครื่องอบพกพา: Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano

หากคุณกำลังมองหาเครื่องอบพกพาราคาต่ำกว่า 2,000 บาทที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่า สองตัวเลือกยอดฮิตที่ไม่ควรพลาดคือ Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano ทั้งสองรุ่นตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันและมีจุดเด่นเฉพาะตัว ดังนี้:

คุณสมบัติ Cloud V Haze XMAX V3 Nano
การออกแบบ ขนาดเล็ก (สูง 10 ซม. กว้าง 3 ซม. หนา 2 ซม.) น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัย ทรงกระบอก (สูง 11 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ซม.) แข็งแรง ทนทาน พกพาง่าย เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย
ระบบทำความร้อน ระบบ Conduction ร้อนเร็ว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น รองรับการใช้งานกับ Concentrates ระบบ Hybrid ผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection ให้ไอระเหยที่นุ่มและกระจายความร้อนได้ทั่วถึง
แบตเตอรี่/การชาร์จ แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ชาร์จผ่าน USB แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง ชาร์จเร็วด้วย USB-C ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม
คุณภาพไอระเหย ไอระเหยหนาแน่น ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการสูบแบบดั้งเดิม เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้งาน ไอระเหยมีความนุ่ม รสชาติชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นรายละเอียดและคุณภาพในการใช้งาน
การใช้งาน ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ ควบคุมไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย ระบบทำงานตอบสนองได้ดีควบคุมอุณหภูมิอัตโมมัติ

กลิ่นและประสบการณ์การใช้งาน

  • Cloud V Haze: กลิ่นที่ได้จะมีความหนาแน่นและให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเผาแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งานหรือผู้ที่เปลี่ยนจากการสูบแบบเดิมมาสู่การใช้เครื่องอบ ประสบการณ์การใช้งานจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: ด้วยระบบ Hybrid ที่ผสมผสานการทำความร้อนแบบ Conduction และ Convection กลิ่นและรสชาติที่ได้จะนุ่มและละเอียดกว่า ทำให้การใช้งานสมุนไพรเป็นประสบการณ์ที่พรีเมียม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

เลือกแบบไหนดี?

  • Cloud V Haze: ตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ ด้วยราคาประหยัด พกพาง่าย และการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพ รสชาติ และต้องการระบบทำความร้อนที่ล้ำสมัยพร้อมคุณภาพไอระเหยที่เหนือกว่า

สรุป

ทั้งสองรุ่นมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน Cloud V Haze เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเรียบง่ายและราคาย่อมเยา ส่วน XMAX V3 Nano เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพไอระเหยและความทนทาน เลือกตามความต้องการของคุณเพื่อให้ได้เครื่องอบที่เหมาะสมที่สุด!

Arizer SOLO III มีอะไรพัฒนาจากเดิมบ้าง

Arizer SOLO III มีอะไรพัฒนาจากเดิมบ้าง

Arizer Solo 3 เครื่องอบสมุนไพรรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Arizer ที่มาพร้อมทุกอย่างที่เยอะและใหญ่กว่าเดิม ตัวเครื่องใหญ่กว่าเดิม กลิ่นและควันที่เยอะกว่าเดิม ซึ่งเป็นเครื่องอบรุ่นที่แพงที่สุดของ Arizer ที่รับประกันความคุ้มค่า หากคุณคิดถึงเครื่องอบสมุนไพรที่รุนแรงเครื่องนึง Arizer Solo 3 เป็นอีกหนึ่งเครื่องนึงที่คุณควรคิดถึง

Arizer Solo3 ยังมาพร้อมการออกแบบที่เหมือนกันรุ่น Solo 2 ที่ได้รับความนิยม แต่จะมีตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งนอกจากจะมาพร้อมท่อแก้วสำหรับใส่สมุนไพรแบบเดิม รุ่น Solo3 ยังมาพร้อมท่อแก้วขนาด XL ที่สามารถใส่สมุนไพรได้เป็น 2 เท่า ซึ่งเมื่อมาใช้คู่กับระบบทำความร้อนไฮบริดแบบใหม่ที่แรงกว่าเดิมนั้น ทำให้ควันที่ได้นั้นเยอะกว่าเดิมและกลิ่นชัดกว่าเดิมมาก แต่ถ้าหากอยากลดความรุนแรงก็สามารถใช้ท่อแก้วขนาดปกติได้เช่นกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นของการทำความร้อนที่ Arizer Solo 3 พัฒนามาใหม่คือระบบไฮบริดที่สาทารถช่วยให้คุณใช้งานสมุนไพรได้ต่อรอบเยอะกว่ารุ่นก่อนๆเกือบ 2 เท่า โดยไม่กระทบคุณภาพและปริมาณของควันที่ออกมา

และอีกส่วนที่ช่วยให้กลิ่นของสมุนไพรที่ได้จาก Arizer Solo 3 นั้นคือการที่ตัวเครื่องเป็นระบบ Glass Tube โดยจะใส่สมุนไพรในแก้วก่อนใส่ลงในช่องอบ ช่วยให้กลิ่นที่ได้ไร้กลิ่นพลาสติกหรือกลิ่นไม่วัสดุอื่นๆ ช่วยให้รับกลิ่นเทอรปีนส์จากสมุนไพรได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ในส่วนของหน้าจอการใช้งานก็พัฒนาให้มีสีสันมากขึ้น และจุดเด่นอีกอย่างของ Arizer Solo 3 คือระบบ Seesion ที่ให้คุณสามารถปรับเวลาได้ตามต้องการ และการตั้งอุณหภูมิตัว Arizer Solo 3 สามารถกำกนดความร้อนได้ 5 ช่วง ระหว่าง 180-220 องศาเซลเซียส โดนจะปรับขึ้นลงได้ทีละ 10 องศาเซลเซียส

 

ข้อเสียอย่างเดียวที่พบก็คือขนาดของ Arizer Solo 3 ก็คือเรื่องของขนาด ถึงจะเป็นเครื่องอบแบบพกพาแต่ด้วยขนาดที่ค่านข้างใหญ่ อาจจะต้องพกพาภายในบ้านเป็นหลัก

แต่ถ้าพูดถึงเทรนด์กระแสที่ชอบเครื่องอบที่มีความรุนแรงนั้น ก็ถือว่า Arizer Solo 3 ทำมาได้ไม่แพ้เจ้าอื่นๆ ในระดับราคาที่แพงกว่า ซึ่งเจ้าตัว Arizer Solo 3 ราคานั้นก็ถูกกว่าเจ้าอื่นที่เป็นเครื่องอบคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

ภายในเซทของ Arizer Solo 3 มาพร้อมกับอุปกรณ์ทุกอย่างที่คุณต้องการจริงๆ ประกอบด้วย

1 x Solo III Multi-Purpose Portable Heater

1 x คู่มือ Solo III 1 x สายชาร์จ USB-C (5v, 3A)

1 x XL Glass Aroma Tube (90mm)

1 x XL Frosted Glass Aroma Tube (14mm)

1 x Air / Solo Glass Aroma Tube (90mm)

1 x Air / Solo Frosted Glass Aroma Tube (14mm)

4 x Air / Solo Silicone Stem Caps

2 x หลอดแก้วฝาปิดสำหรับเดินทางขนาด 90 มม.

2 x หลอดแก้วฝาปิดสำหรับเดินทางขนาด 70 มม

1 x อุปกรณ์ทำความสะอาด

4 x แผ่นกสรีน

G-Pen Dash+ แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร

G-Pen Dash+ แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร

G-Pen Dash VS Dash+

วันนี้คนดีจะมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง G-Pen Dash+ รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วกับเจ้า G-Pen Dash แบบเดิมว่าจะมีความแตกต่างและพัฒนามากขึ้นเพียงใด

เริ่มต้นเลย สำหรับ G-Pen Dash+ ที่เห็นถึงความแตกต่างชัดเจนก็คือหน้าจอ LED ที่จะสามารถสั่งงานเครื่องได้ต่างจากรุ่นก่อน ที่จะเป็นแค่ไฟโชว์สถานะการทำงาน ซึ่งหน้าจอ LED อันนี้ ช่วยให้เราสามารถปรับอุณหภูมิได้จากอุณหภูมิ 110 ถึง 215 องศาเซลเซียส และอีกฟังก์ชันหนึ่งที่ G-Pen Dash+ มีต่างจากรุ่นอื่นๆคือการที่มันสามารถปรับระยะเวลาของโหมด Session Mode ได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ

ในด้านระบบทำความร้อน G-Pen Dash+ จะมีการพัฒนาระบบความร้อนเป็นระบบไฮบริด Conduction +Convection ซึ่งต่างจาก G-Pen Dash ที่มากับระบบความร้อนแบบ Convection อย่างเดียว ทั้งนี้ระบบแบบไฮบริดจะช่วยให้มีควันเร็วขึ้นและมากขึ้นกว่าระบบแบบเดิม นอกจากนี้ G-Pen Dash+ ยังถือเป็นเครื่องอบระบบไฮบริดที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งถ้าใครต้องการชิมการออกแบบระบบ ในราคาเริ่มต้นก็สามารถลองได้กับ G-Pen Dash+

ในส่วนของห้องอบ G-Pen Dash+ ห้องอบจะทำจากวัสดุไทเทเนี่ยม ซึ่งจะทำให้ถ่ายโอนความร้อนได้เร็วยิ่งขึ้นและช่วยให้ลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากวัสดุแบบเดิมที่ทำจากสแตนเลสเคลือบแก้วของ G-Pen Dash

ด้านวัสดุภายนอกตัว G-Pen Dash+ วัสดุทำจาก Zinc-Alloy ช่วยให้มีน้ำหนักเบาและทนทานกว่า G-Pen Dash แบบเดิม ที่วัสดุทำจาก Steel-Alloy ธรรมดา และแบตเตอรี่ของเจ้า G-Pen Dash+ ก็มาถึง 1800 mAh ซึ่งมากกว่า รุ่นก่อนถึงสองเท่าช่วยเพิ่มอายุการใช้งานในระหว่างวันให้นานยิ่งขึ้น

ในส่วนของด้านการรับประกัน G-Pen Dash+ จะมามาพร้อมกับการรับประกัน 2 ปีเต็มมากกว่า G-Pen Dash แบบเดิมถึงสองเท่าซึ่งมั่นใจได้ว่าเครื่องอบตัวนี้จะอยู่กับแบบยาวๆ คุ้มค่าเงินที่จ่ายแน่นอน

รีวิว Venty จาก Storz&Bickel

รีวิว Venty จาก Storz&Bickel

วันนี้คนดีจะมารีวิวเครื่องอบสมุนไพรรุ่นล่าสุดจากค่าย Storz&Bickel อย่างเจ้าตัว Venty

ก่อนอื่นเลยนี้ก็คือเจ้าตัว Venty ซึ่งรูปทรงจะต่างออกไปจากเครื่องอบก่อนๆของ Storz&Bickel ส่วนหัวก็จะบิดออกแบบนี้เพื่อให้ใส่สมุนไพรลงไปได้ ซึ่งสามารถใส่ได้ทั้งแบบแคปซูลหรือจะใส่ไปในช่องเลย ความจุมากสุดได้ถึง 0.25 กรัม

พอใส่แล้วเราก็สามารถมาตั้งไฟได้เลย ซึ่งสามารถตั้งได้ 40-210 องศา ระบบทั้งความร้อนเปนแบบใหม่นะ เรียกว่า ระบบ Mini Heater ที่พัฒนามาจากระบบแบบเดิม ช่วยให้กลิ่นสมุนไพรดียิ่งขึ้น ไม่มีกลิ่นไหม้อีกต่อไป และทำควันได้เร็วขึ้นเพียง 20 วินาทีถึงความร้อนสูงสุด

ด้านการตั้งอุณหภูมิทำได้ทั้งแบบกดที่เครื่องหรือจะตั้งผ่าน Smartphone ก็ได้ในแอพของ Storz&Bickel ซึ่งวิธีต่อบลูทูธสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ บทความก่อนๆได้ และใน Smartphone ยังสามารถตั้งค่า Pre-Set เพื่อความสะดวกในการใช้งานครั้งต่อๆไป / ปรับลดแสงหน้าจอ / ปิด/เปิด โหมดสั่น / และยังสามารถปรับเปนโหมด Eco-Charger เพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

ในส่วนอีกไฮไลต์เด่นๆก็คือ เจ้าเครื่อง Venty นั้นสามารถปรับระดับลมได้ ซึ่งมันก็สามารถปรับให้รับลมได้ถึง 20 ลิตรต่อนาที ทำให้เราสามารถเพิ่มลดปริมานควันได้ โดยไม่ต้องไปยุ่งกับอุณหภูมิ

ด้านการชาร์จก็ลาร์จแบบ USB-C โดยสามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80% ได้ในเวลา 40 นาที มาพร้อมแบตเตอรี่ 18650 li-ion ซึ่งสามารถให้กำลังไฟสูงสุดที่ 130 วัตต์ 16 แอมป์

ฟังค์ชั่นเด่นของ Venty

– ปรับระดับลมได้สูงสุด 20 ลิตรต่อนาที 

– ทำความร้อนภายใน 20 วินาที 

– ฟีเจอร์ใหม่ระบบความร้อนแบบ Conduction + Convection แบบ Mini Heater ช่วยให้ไม่มีการไหม้ เพิ่มปริมาณควันและความนุ่มนวล 

– อุณหภูมิแม่นยำได้ตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียส – 210 องศาเซลเซียส

– การชาร์จแบบ USB-C สามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80% ได้ภายใน 40 นาที

– รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ 

– รับประกัน 2 + 1 ปี หากลงทะเบียนที่เวป Storz&Bickel

สรุปแล้ว Venty เป็นอีกหนึ่งเครื่องอบที่ทำออกมาได้ดีมาก ด้วยฟังค์ชั่นการปรับลมช่วยให้เราได้ควันที่เยอะขึ้น แม้จะใช้อุณหภูมิไม่สูงมาก ควันก้อยังเยอะ ทำให้กลิ่นสมุนไพรดีมากๆ
แต่ข้อเสียก้ออาจจะเปนที่ขนาดนะ ค่อนข้างพกพาลำบากนิดนึง

Home
Account
Cart
Search