รวมเครื่องอบสมุนไพร งบไม่เกิน 5 พัน

รวมเครื่องอบสมุนไพร งบไม่เกิน 5 พัน

5 เครื่องอบสมุนไพรในงบไม่เกิน 5,000 บาท

หากคุณกำลังมองหา เครื่องอบสมุนไพร ที่มีราคาคุ้มค่าและใช้งานได้ดี ในงบ ไม่เกิน 5,000 บาท บทความนี้จะแนะนำ 5 รุ่นยอดนิยม ที่ให้ทั้งคุณภาพ ความทนทาน และฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานจริง โดยแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่น ระบบทำความร้อน และปริมาณสมุนไพรที่รองรับแตกต่างกัน 

เพื่อช่วยให้คุณเลือกเครื่องที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตัวเอง มาดูรายละเอียดของแต่ละรุ่นกันเลย!


 

1. XMAX V3 Pro

  • ระบบทำความร้อน: Convection (พาความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.15 กรัม
  • ราคา: 2,890 บาท (จากราคาปกติ 3,990 บาท)
  • จุดเด่น:
    ✅ สามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 100°C ถึง 220°C
    ✅ มีโหมดการใช้งานทั้งแบบ Session Mode และ On-Demand Mode
    ✅ แบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ ความจุ 2,600 mAh

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่ให้รสชาติชัดเจนและสามารถปรับอุณหภูมิได้ละเอียด ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XMAX V3 Pro (CLICK)

2. XMAX Starry 4

  • ระบบทำความร้อน: Conduction (นำความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.2 กรัม
  • ราคา: 3,150 – 3,490 บาท
  • จุดเด่น:
    ทำความร้อนได้ไว พร้อมใช้งานในไม่กี่วินาที
    ✅ ดีไซน์กะทัดรัด พกพาสะดวก
    ✅ ปากสูบทำจาก เซรามิกเซอร์โคเนีย ทนทานและให้รสชาติที่ดี
    ✅ แบตเตอรี่ความจุ 2,500 mAh

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่ คุ้มค่า ใช้งานง่าย ทำความร้อนได้ไว และทนทาน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XMAX Starry 4 (CLICK) 

3. XMAX V3 NANO

    • ระบบทำความร้อน: Hybrid (ผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection)
    • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.15 กรัม
    • ราคา: 1,790 บาท (จากราคาปกติ 1,990 บาท)
    • จุดเด่น:
      ✅ ขนาดเล็ก พกพาสะดวก
      ✅ ปากสูบแบบแก้ว ช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นที่ดี
      ✅ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่

    ? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรขนาดเล็ก ราคาย่อมเยา และใช้งานสะดวก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XMAX V3 NANO

4. G-PEN DASH

  • ระบบทำความร้อน: Conduction (นำความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.25 กรัม
  • ราคา: 2890-2,990 บาท
  • จุดเด่น:
    ✅ ขนาดเล็ก ดีไซน์มินิมอล
    ✅ ปรับไฟได้ 3 ระดับ พร้อมแสงไฟแสดงสถานะที่ สีสันสวยงาม
    ✅ ราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับ ผู้เริ่มต้น

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบขนาดเล็ก ปรับไฟได้ สีสันสวยงาม และราคาย่อมเยา ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-PEN DASH

5. PAX Mini

  • ระบบทำความร้อน: Conduction (นำความร้อน)
  • ปริมาณสมุนไพรที่ใส่ได้ต่อครั้ง: ประมาณ 0.25 กรัม
  • ราคา: 4,900 บาท (จากราคาปกติ 5,900 บาท)
  • จุดเด่น:
    ✅ ดีไซน์หรูหรา เรียบง่ายและพรีเมียม
    ✅ ใช้งานง่ายด้วย ปุ่มเดียว
    ✅ ขนาดเล็ก พกพาสะดวก

? เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่ มีดีไซน์สวยงาม พรีเมียม และใช้งานง่าย ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PAX MINI

สรุป: เลือกเครื่องอบสมุนไพรให้เหมาะกับคุณ

XMAX V3 Proเหมาะกับผู้ที่ต้องการรสชาติที่ชัดเจน และปรับอุณหภูมิได้ละเอียด


XMAX Starry 4เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องที่พกพาสะดวก ใช้งานง่าย ทำความร้อนได้ไว


XMAX V3 Nanoเหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องขนาดเล็ก ราคาดี และใช้งานง่าย


G-Pen Dashเหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องอบขนาดเล็ก ปรับไฟได้ สีสันสวยงาม และราคาย่อมเยา


PAX Miniเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ และต้องการเครื่องที่ใช้งานง่าย

? เครื่องอบสมุนไพรเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในงบไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ว่าคุณจะเน้นเรื่อง รสชาติ, ขนาด, ราคา หรือดีไซน์ ก็สามารถเลือกเครื่องที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของคุณได้

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น! ?

เราควรใช้อุณหภูมิเท่าไหร่กับกัญชา

เราควรใช้อุณหภูมิเท่าไหร่กับกัญชา

ทำความรู้จักสารแคนนาบินอยด์และเทอร์พีน พร้อมอุณหภูมิเดือดที่เหมาะสม

การใช้กัญชาเพื่อการบริโภคผ่านเครื่องอบ (Vaporizer) หรือวิธีอื่น ๆ จำเป็นต้องเข้าใจว่าแต่ละสารในกัญชามีอุณหภูมิเดือดแตกต่างกัน การตั้งค่าอุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยดึงเอาสารสำคัญออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะ แคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) และ เทอร์พีน (Terpenes) ซึ่งเป็นสารหลักที่มีผลต่อกลิ่น รสชาติ และฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย


1. Terpenes (เทอร์พีน) – สารที่ให้กลิ่นและรสชาติ

เทอร์พีนเป็นสารที่พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึงกัญชา ซึ่งเป็นตัวกำหนดกลิ่นและรสชาติของแต่ละสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีผลต่อฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ลดความเครียด บรรเทาปวด หรือช่วยให้รู้สึกตื่นตัว

ชื่อเทอร์พีน อุณหภูมิเดือด คุณสมบัติและผลต่อร่างกาย
Humelene 107°C / 225°F ลดการอักเสบ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อาจช่วยระงับความอยากอาหาร
Caryophyllene 155°C / 266°F มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดความเครียด และอาจช่วยบรรเทาอาการปวด
Pinene 168°C / 311°F กลิ่นสดชื่นแบบสน มีฤทธิ์ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง เพิ่มความตื่นตัวและช่วยเรื่องความจำ
Myrcene 176°C / 334°F ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีฤทธิ์กล่อมประสาทและช่วยให้นอนหลับสบาย
D-Limonene 176°C / 349°F ให้กลิ่นส้ม ช่วยลดความเครียด เพิ่มพลังงาน และอาจช่วยต้านมะเร็ง
Eucalyptol 199°C / 349°F มีฤทธิ์เย็นแบบยูคาลิปตัส ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และช่วยบรรเทาอาการหายใจติดขัด
Linalool 130°C / 390°F ให้กลิ่นดอกไม้ มีฤทธิ์สงบประสาท ช่วยคลายเครียด และทำให้หลับง่ายขึ้น
Terpineol 219°C / 426°F ให้กลิ่นหอมแบบชา มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยผ่อนคลายและทำให้รู้สึกสงบ

2. Cannabinoids (แคนนาบินอยด์) – สารออกฤทธิ์หลักของกัญชา

แคนนาบินอยด์เป็นสารที่มีผลต่อระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid System) ในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกปวด และระบบประสาท

ชื่อแคนนาบินอยด์ อุณหภูมิเดือด คุณสมบัติและผลต่อร่างกาย
Δ-9-THC 157°C / 315°F เป็นสารหลักที่ทำให้รู้สึกมึนเมา ช่วยบรรเทาอาการปวด กระตุ้นความอยากอาหาร และลดอาการคลื่นไส้
Δ-8-THC 178°C / 352°F ออกฤทธิ์อ่อนกว่าคล้าย Δ-9-THC แต่ให้ความรู้สึกสงบมากกว่า
CBD 180°C / 356°F ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ช่วยลดความเครียด บรรเทาอาการอักเสบ และช่วยเรื่องการนอนหลับ
CBN 185°C / 365°F ทำให้รู้สึกง่วงนอน ช่วยให้หลับลึก และช่วยลดอาการปวด
CBC 220°C / 428°F มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง
THCV 220°C / 428°F ช่วยระงับความอยากอาหาร เพิ่มความตื่นตัว และอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

การตั้งค่าอุณหภูมิในการใช้เครื่องอบ

การตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมช่วยให้ได้รับสารออกฤทธิ์ที่ต้องการมากที่สุด

  • อุณหภูมิต่ำ (130-160°C) – ดึงเทอร์พีนที่ช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและเพิ่มกลิ่นรสชาติ

  • อุณหภูมิปานกลาง (160-190°C) – ดึงแคนนาบินอยด์สำคัญอย่าง THC และ CBD ออกมาได้ดี

  • อุณหภูมิสูง (190-220°C) – สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่จะถูกปล่อยออกมาเต็มที่ แต่รสชาติอาจเปลี่ยนไป


สรุป

การทำความเข้าใจอุณหภูมิเดือดของแคนนาบินอยด์และเทอร์พีนช่วยให้สามารถเลือกใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ เช่น ต้องการผ่อนคลาย หลับสบาย หรือเพิ่มพลังงาน การตั้งค่าที่ถูกต้องในการใช้เครื่องอบไอจะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกัญชาอย่างมีประสิทธิภาพ

TIODW แต่ละแบบมีอะไรบ้าง ?

TIODW แต่ละแบบมีอะไรบ้าง ?

หากคุณกำลังมองหา Desktop Vaporizer คุณภาพเยี่ยมที่ใช้งานง่ายและตอบโจทย์ทุกความต้องการ ร้าน Kondee420 ขอแนะนำ Tiodw V3 และ Tiodw Pro สองรุ่นเด่นที่เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์และการใช้งาน ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นหรือเป็นผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์


Tiodw V3: Vaporizer

Tiodw V3 ถูกออกแบบมาให้เลือกวัสดุได้ตามความต้องการ ทั้งเซรามิกและไทเทเนียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและรองรับรสนิยมที่แตกต่าง

วัสดุที่เลือกได้

  • เซรามิก: มอบรสชาติที่บริสุทธิ์และคงความเป็นธรรมชาติของสมุนไพร เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของรสชาติ
  • ไทเทเนียม: แข็งแรง ทนทาน และน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการพกพาและใช้งานหนัก

จุดเด่นของ Tiodw V3

  • กระจายความร้อนได้สม่ำเสมอ เพิ่มประสิทธิภาพในการระเหยสมุนไพร
  • วัสดุและดีไซน์ที่หลากหลาย รองรับทั้งการใช้งานในบ้านและการพกพา
  • รองรับการใช้งานทั้งสมุนไพรแห้งและ Concentrates (ตัว Titanium)
  • ใช้งานร่วมกับขดลวดขนาด 20 มม. เพื่อความแม่นยำและประสิทธิภาพ

    เปรียบเทียบวัสดุใน Tiodw V3

    คุณสมบัติ เซรามิก ไทเทเนียม
    วัสดุ (Material) รักษารสชาติบริสุทธิ์และธรรมชาติ แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา
    ดีไซน์ (Design) เรียบง่าย คลาสสิก ทันสมัย หรูหรา
    การกระจายความร้อน สม่ำเสมอและควบคุมได้ดี รวดเร็วและป้องกันการสูญเสียความร้อน
    การใช้งาน (Use Case) เหมาะสำหรับการใช้งานในบ้าน พกพาและใช้งานในหลากหลายสถานการณ์
    ความคุ้มค่า (Value) ราคาเข้าถึงง่าย คุ้มค่าสำหรับการใช้งานระยะยาว

    สรุป: หากคุณให้ความสำคัญกับรสชาติและความบริสุทธิ์ เซรามิกคือคำตอบที่เหมาะสม แต่หากคุณมองหาความทนทานและความสะดวกในการพกพา ไทเทเนียมคือตัวเลือกที่ดีที่สุด


     

Tiodw Pro: Vaporizer ไร้สายสำหรับการใช้งานที่สะดวกสบาย

หากคุณต้องการเครื่องอบสมุนไพรที่พกพาสะดวกและไม่มีสายเกะกะ Tiodw Pro คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและใช้งานง่าย

คุณสมบัติและการใช้งาน

  • วัสดุ: หัวอบทำจากไทเทเนียม แข็งแรงและน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสถานการณ์
  • ระบบการทำงาน: รองรับขดลวดขนาด 25 มม. สำหรับการกระจายความร้อนที่รวดเร็ว
  • จุดเด่น:
    • ใช้งานแบบไร้สาย ไม่ต้องกังวลเรื่องสายไฟ
    • รองรับการใช้งาน Concentrates พร้อมอุปกรณ์เสริม
  • ข้อควรสังเกต: อุณหภูมิอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อใช้งานในสภาพอากาศเย็นหรือลมแรง

 

ตัวเลือกห้องอบสมุนไพร

ห้องอบแบบไทเทเนียม

• คุณสมบัติ: แข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว

• ข้อดี: รักษาความร้อนได้ดี

ห้องอบแบบแก้ว

• คุณสมบัติ: โปร่งใส มองเห็นสมุนไพรภายในได้ชัดเจน

• ข้อดี: เน้นกลิ่นที่บริสุทธิ์และไม่มีสิ่งเจือปน


สรุปภาพรวม

หากคุณกำลังมองหาเครื่องอบสมุนไพรคุณภาพดี ร้าน Kondee420 มีตัวเลือกที่เหมาะกับทุกความต้องการ Tiodw V3 มาพร้อมตัวเลือกวัสดุที่หลากหลายทั้งเซรามิกและไทเทเนียม เพื่อประสบการณ์ที่ตรงใจที่สุด ไม่ว่าจะเน้นรสชาติบริสุทธิ์หรือการใช้งานที่ทนทาน ในขณะที่ Tiodw Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความสะดวกและคล่องตัวในการใช้งานแบบไร้สาย

เครื่องอบทั้งสองรุ่นนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านฟังก์ชัน แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสมุนไพรและ Concentrates อย่างเต็มที่ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อได้ที่ Kondee420

คลิปรีวิว: ติดตามเร็ว ๆ นี้ในช่อง YouTube ของเรา พร้อมคำแนะนำและการใช้งานจริง!

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

Cloud V Haze กับ XMAX V3 Nano ต่างกันยังไง ?

เปรียบเทียบเครื่องอบพกพา: Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano

หากคุณกำลังมองหาเครื่องอบพกพาราคาต่ำกว่า 2,000 บาทที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่า สองตัวเลือกยอดฮิตที่ไม่ควรพลาดคือ Cloud V Haze และ XMAX V3 Nano ทั้งสองรุ่นตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันและมีจุดเด่นเฉพาะตัว ดังนี้:

คุณสมบัติ Cloud V Haze XMAX V3 Nano
การออกแบบ ขนาดเล็ก (สูง 10 ซม. กว้าง 3 ซม. หนา 2 ซม.) น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัย ทรงกระบอก (สูง 11 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ซม.) แข็งแรง ทนทาน พกพาง่าย เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย
ระบบทำความร้อน ระบบ Conduction ร้อนเร็ว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น รองรับการใช้งานกับ Concentrates ระบบ Hybrid ผสมผสานระหว่าง Conduction และ Convection ให้ไอระเหยที่นุ่มและกระจายความร้อนได้ทั่วถึง
แบตเตอรี่/การชาร์จ แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ชาร์จผ่าน USB แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง ชาร์จเร็วด้วย USB-C ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม
คุณภาพไอระเหย ไอระเหยหนาแน่น ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการสูบแบบดั้งเดิม เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้งาน ไอระเหยมีความนุ่ม รสชาติชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นรายละเอียดและคุณภาพในการใช้งาน
การใช้งาน ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ ควบคุมไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย ระบบทำงานตอบสนองได้ดีควบคุมอุณหภูมิอัตโมมัติ

กลิ่นและประสบการณ์การใช้งาน

  • Cloud V Haze: กลิ่นที่ได้จะมีความหนาแน่นและให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเผาแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งานหรือผู้ที่เปลี่ยนจากการสูบแบบเดิมมาสู่การใช้เครื่องอบ ประสบการณ์การใช้งานจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: ด้วยระบบ Hybrid ที่ผสมผสานการทำความร้อนแบบ Conduction และ Convection กลิ่นและรสชาติที่ได้จะนุ่มและละเอียดกว่า ทำให้การใช้งานสมุนไพรเป็นประสบการณ์ที่พรีเมียม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

เลือกแบบไหนดี?

  • Cloud V Haze: ตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ ด้วยราคาประหยัด พกพาง่าย และการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน

  • XMAX V3 Nano: เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพ รสชาติ และต้องการระบบทำความร้อนที่ล้ำสมัยพร้อมคุณภาพไอระเหยที่เหนือกว่า

สรุป

ทั้งสองรุ่นมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน Cloud V Haze เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเรียบง่ายและราคาย่อมเยา ส่วน XMAX V3 Nano เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพไอระเหยและความทนทาน เลือกตามความต้องการของคุณเพื่อให้ได้เครื่องอบที่เหมาะสมที่สุด!

Pax Mini กับ Pax Plus ต่างกันยังไง ?

Pax Mini กับ Pax Plus ต่างกันยังไง ?

เครื่องอบแต่ละตัวในตลาดมีจุดเด่นแตกต่างกัน ทั้งฟังค์ชั่น และดีไซน์ วันนี้เราจะเปรียบเทียบ 2 รุ่นจากค่าย Pax Labs คือตัว Pax Mini และ Pax Plus

เริ่มต้นที่ภาพรวม ในส่วนของ Pax Mini นั้นเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการใช้งานและการออกแบบที่โดนเด่น เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้เครื่องอบ หรือผู้ที่ต้องการตัวพกพาขนาดเล็ก โดยขนาดของ Pax Mini จะยาวแค่ 10 ซม. พกพาได้ทุกที่ แต่ด้วยขนาดห้องอบที่เล็กกว่า Pax Plus ทำให้ Pax Mini สามารถบรรจุสมุนไพรได้ 0.25 กรัม

 

และด้วยการที่ตัวเครื่อง Pax Mini นั้นจะปรับอุณหภูมิเองอัตโนมัติ  จะทำให้ไม่สามารถปรับฟังค์ชั่นความร้อนได้เหมือน Pax Plus ทำให้เรื่องกลิ่นและควันอาจจะควบคุมยากกว่าตัว Pax Plus ที่สามารถเลือกฟังค์ชั่นการใช้งานได้ 4 ระดับตามความต้องการ

 

โดยฟังค์ชั่นที่ Pax Plus สามารถปรับอุณหภูมิได้ สามารถปรับได้ 4 ระดับ ดังนี้

1. Stealth Mode (182°C): ลดปริมาณควันน้อยสุด
2. Efficiency Mode (193°C): เหมาะสำหรับการพักผ่อน
3. Flavor Mode (204°C): เหมาะสำหรับกลิ่นที่ดี หรือ ตัว Concentrate
4. Boost Mode (215°C): โหมดควันเยอะสุด

 

แบตเตอรี่ และการใช้งาน

ทั้ง 2 รุ่นใช้แบตเตอรี่ 18650 ที่ให้ความจุประมาน 3,000 mAh ซึ่งทำให้ Pax Mini มีอายุการใช้งานต่อรอบนานกว่าเล็กน้อย โดย Pax Plus จะสามารถใช้งานได้ประมาน 15 รอบต่อการชาร์จ หรือประมาน 80 นาที ในส่วนของการชาร์จทั้งสองรุ่นชาร์จระบบ Micro-USB

 

ขนาดและดีไซน์
ขนาดของ Pax Plus จะใหญ่กว่าเล็กน้อย โดยขนาดอยู่ที่ 9.8 cm x 3.1 cm x 2.1 cm และหนัก 93 กรัม ขณะที่ Pax Mini มีขนาดอยู่ที่ 8.6 cm x 2.5 cm x 1.8 cm และน้ำหนัก 70 กรัม ในส่วนของการออกแบบ ทั่งสองรูปร่างคล้ายกันมาก สวยงามตามสไตล์ PAX แต่ถ้าเรื่องความสะดวกในการพกพาต้องยกให้ PAX Mini เพราะจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ

การใช้งานแน่นอน Pax Plus ย่อมดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Pax Mini โดยเฉพาะยิ่งในส่วนของโหมดต่างๆที่ปรับได้ และเมื่อเทียบกับการเพิ่งงบอีกเพียง 3-4,000 ก็ได้ฟังค์ชั่นครบ แต่ถ้าหากมองในแง่ของท่านใดที่ต้องการเพียงการลองประสบการณ์อบสมุนไพรจากเครื่อง PAX นั้น Pax Mini ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะราคาที่ประหยัดกว่า และถ้าหากมองเรื่องขนาดอีกด้วย Pax Mini คือตัวที่ตอบโจทย์แน่นอน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

สำหรับ Pax Mini อุปกรณ์จะมีเพียงแค่ตัวเครื่อง Pax Mini และสายชาร์จกับแปรงทำความสะอาด แต่ถ้าในส่วนของ Pax Plus นั้น สามารถเลือกได้ว่าต้องการเป็นตัว Starter Set หรือ Complete Set โดยตัว Complete Set จะมีอุปกรณ์สำหรับใช้ร่วมกับ Concentrate ครบภายในกล่อง

โดยภาพรวมสำหรับทั้ง 2 รุ่นนั้นเป็นรุ่นที่เหมาะสมกับกลุ่มความต้องการที่แตกต่างกัน หากท่านกำลังมองหาเครื่องอบดีไซน์สวยงามและมีขนาดเล็กกระทัดลัด พกพาสะดวก โดยไม่ค่อยต้องการความแตกต่างในการใช้งานมากเพราะฟังค์ชั่นที่ทำความร้อนอัตโนมัติ ทำให้การปรับใช้งานความร้อนฟังค์ชั่นต่างๆไม่ได้มีมา แต่ด้วยราคาไม่ถึง 5,000 บาท Pax Mini ก็ถือเป็นอีก 1 รุ่นที่น่าสนใจ

แต่ถ้าหากท่านต้องการใช้งานฟังค์ชั่นความร้อนต่างๆ และต้องการใช้ร่วมกับ Concentrate นั้น PAX PLUS ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะสามารถปรับความร้อนต้องฟังค์ชั่นทั้ง 4 ระดับ และมีอุปกรณ์เสริมสำหรับ Concentrate มาในตัว และขนาดก็ถือว่ามไม่ได้ใหญ่กว่า PAX MINI เท่าไหน่ หากต้องการครบจบเพิ่มอีกนิด PAX PLUS ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี

โดยทั้ง 2 รุ่นทาง Kondee’s 420 มีจำหน่ายด้านล่างเลยจ้า

Tinymight II เปรียบเทียบกับ Venty จาก Storz&Bickel

Tinymight II เปรียบเทียบกับ Venty จาก Storz&Bickel

วันนี้คนดีจะลองมาเปรียบเทียบข้ามค่ายโดยตัวนึงคือ Tinymight 2 จาก Tinyvape ประเทศฟินแลนด์เปรียบเทียบกันทุกจุดกับ Venty จาก Storz&Bickel ประเทศเยอรมันกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยเราจะแบ่งเป็นทั้งในส่วนของระบบการทำความร้อนและคุณภาพของควัน, รูปลักษณ์และฟังค์ชั่นต่างๆ รวมถึงราคาและรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆ

เริ่มแรกคือการทำความร้อน ในส่วนของตัว Tinymight 2 เป็นการทำความร้อนในระบบ Convection แต่ถึงแม้จะเป็นระบบการทำความ ร้อนที่ต้องใช้ลมช่วยเพื่อให้นำความร้อนมาสมุนไพร แต่เครื่องทำมาได้เร็วมากๆ ใช้เวลาเพียง 3 วินาทีก็สามารถทำควันได้ ต่างจาก Venty ที่ต้องใช้เวลา 20 วินาทีในการทำความร้อน แต่ระบบของ Venty จะเป็นระบบใหม่ที่เรียกว่าระบบไฮบริดแบบ Mini-Heat คือการที่เครื่องจะค่อยๆปล่อยความร้อนเป็นช่วงๆ เพื่อให้สมุนไพรไม่ไหม้เร็วจนเกินไป ยืดอายุการใช้งานต่อรอบ และตัวเครื่อง Venty ยังสามารถปรับระดับ Air-Flow ได้ถึง 20 ลิตรต่อนาที ทำให้เพิ่มปริมาณลมได้สูงกว่าทุกรุ่นในตลาดเลยทีเดียว

ด้านการใช้งาน Tinymight นั้นสามารถทำความร้อนได้สูงสุดถึง 240 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่า Venty ที่ทำได้ 210 องศาเซลเซียส แต่การปรับความร้อน Tinymight จะปรับได้ระดับ 1-10 โดยหมุนที่ตัวปรับความร้อนด้านใต้เครื่อง ซึ่งจะคาดเดาอุณหภูมิปัจจุบันเครื่องได้ยากโดยประมาณได้ทุก 1 ช่องจะประมาน 13 องศาเซลเซียส เริ่มตั้งแต่ 1 ที่ 110 องศา จนถึง 10 ที่ 240 องศา แต่ Venty จะมีจอสกรีนโชว์สถาณะความร้อนปัจจุบัน และก็สามารถปรับความร้อนได้ทั้งในตัวเครื่องเองและผ่านแอพพลิเคชั่น Storz&Bickel บน Smartphone ได้อีกด้วย และอุณหภูมิเลือกปรับได้ละเอียดกว่า เพราะสามารถปรับได้ทีละ 1 องศาเริ่มจาก 110 จนถึง 210 องศาเซลเซียส

ในส่วนของวัสดุนั้น Tinymight นั้นตัวเครื่องเป็นวัสดุทำจากอลูมิเนียมและไม้วอลนัท ส่วนตัวปากสูบเป็นแบบแก้ว และช่องอบทำจากแสตนเลส ซึ้งข้อดีข้อการใส่สมุนไพรในปากสูบแบบแก้วทำให้ได้กลิ่ยสมุนไพรที่ชัดไม่มีกลิ่นจากพลาสติกหรือวัสดุอื่นๆ แต่ข้อเสียก็คือการที่มันดูแลรักษาอาจจะลำบากกว่าเพราะอาจจะแตกได้ง่ายกว่าแบบพลาสติก แต่ในรุ่น Tinymight 2 จะมีปากสูบแบบแสตนเลสมาด้วย ซึ้งก้อช่วยให้ทนทานและสะดวกยิ่งขึ้นในวันที่ต้องเดินทาง

ในส่วนของ Venty วัสดุทำจากพลาสติกในกรอบนอก รวมถึงปากสูบก็ทำมาจากพลาสติกซึ่งอาจจะมีกลิ่นของพลาสติกบ้างหากทำความสะอาดไม่ดี แต่ด้วยการที่เป็นพลาสติกก็เพราะปากสูบของ Venty ออกแบบมาให้สามารถปรับระดับลมได้

ในส่วนของขนาดนั้น Tinymight 2 นั้นเล็กกว่า Venty พอสมควรเลย แต่ก็เพราะแบตเตอรี่ที่ Venty ใส่แบต Li-On 18650 มาให้ถึง 2 ก้อน ทำให้สามารถใช้งานได้นานมากกว่า Tinymight 2 โดยเฉลี่ยต่อการชาร์จ 1 รอบจะใช้งานแบบต่อเนื่องได้ 30-40 นาที แต่ในส่วนของ Tinymight 2 นั้นใส่แบตเตอรี่ได้เพียงก้อนเดียว ซึ่งเฉลี่ยนถ้าใช้งานต่อเนื่องแบบไม่หยุดเลยจะได้ 10-15 ครั้ง เฉลี่ยประมาน 15-20 นาที และในส่วนของการชาร์จทั้ง 2 ตัวใช้การชาร์จด้วยสาย USB แต่ Venty จะมีการชาร์จแบบ USB-C Super Fast Charge เมื่อใช้ร่วมกับหัวชาร์จที่ Storz&Bickel แนะนำ โดยสามารถชาร์จจาก 0-100% ได้ภายใน 40 นาที

ด้านการทำควัน ตัวเครื่อง Tinymight 2 ทำควันได้รวดเร็วและรุนแรงตามไตล์ Tinymight 2 แต่ก็ยังได้ความนุ่มเนื่องจากเป็นการทำความร้อนแบบ Convection ต่างจาก Venty ที่เป็นการทำคงามร้อนแบบไฮบริดแบบใหม่กับ Mini-Heat ที่ข่วยยืดอายุการใช้งานของสมุนไพรต่อรอบให้ใช้ได้นานยิ่งขึ้นและนุ่มยิ่งขึ้น โดยปริมาณควันยังสามารถปรับได้จากระดับลมที่สามารถปรับได้สูงสุดถึง 20 ลิตรต่อนาที แต่โดยรวมแบ้งปริมาณควันต่อรอบอาจจะยังสู้ Tinymight 2 ไม่ได้ แต่ถ้าความนุ่มนั้นชนะขาด

มาสรุปส่งท้ายกันที่ราคาและการรับประกันหลังการขาย ซึ่งราคาจะค่อยข้างสูสีกัน โดย Tinymight 2 จะมีราคาประมาณ 16,900 บาทและ Venty ราคาอยู่ที่ 19,900 บาท และการรับประกันก็มา 3 ปีเท่ากัน โดย Tinymight จะรับประกันจากประเทศฟินแลนด์และ Venty จะรับประกันจากประเทศเยอรมัน แต่ทั้ง 2 ลูกค้าในไทยที่ซื้อกับคนดี คนดีรับจบเรื่องเคลมให้แบบง่ายๆ

Home
Account
Cart
Search